All Posts (233)

สวัสดีครับเพื่อนๆ aussietip

ผมปองนะครับ Founder ของเว็บไซต์ aussietip.com ครับ ผมมีเรื่องจะแจ้งเพื่อนๆ สมาชิกสักนิดครับว่า เราจัดทำเว็บไซต์นี้ขึ้นมาเพื่อเป็นบริการสาธารณะของคนไทยในออสเตรเลีย เราจึงต้องการที่จะให้ Community ของเรามีความแน่นแฟ้นกัน และคุยกันได้ทุกๆ เรื่อง แต่จากที่เราดูตอนนี้ ห้องที่เราต้องการที่จะทำให้มีความคิดเห็นหลากหลายที่ชื่อว่า "ห้องโถง" ซึ่งพวกเราเขียนคำอธิบายไว้ว่า -->ห้องโถงนี้คุยเรื่องอะไรก็ได้ครับ เป็นห้องที่รวมเหมือนต้มยำน่ะครับ แต่ยกเว้นการขายของ หาบ้าน หางาน ปล่อยเช่านะครับ

ดังนั้นผมเลยจะมาขอว่าจากนี้ไปห้องโถง จะขอไว้เป็นพื้นที่ของการพูดคุยที่ทุกๆ คนใน Community ได้ประโยชน์นะครับ แต่มันจะไม่ใช่ห้องสำหรับการประกาศซื้อของ ขายของ หาบ้าน หางาน หากใครต้องการ ให้ไปที่กระทู้ของเรื่องนั้นๆ ได้เลยครับ

ห้องโถง

คุยได้ทุกเรื่องจิปาถะ ยกเว้นการขายของ หาบ้าน หางาน ปล่อยเช่านะครับ

ตลาดซื้อขาย

ทุกคำตอบเรื่องซื้อ-ขาย ของมื่อหนึ่งมือสองได้หมด ประกาศขายสินค้า เอาเลยครับเต็มที่

หางาน หาคนทำงาน

ใครอยากได้งาน หางาน หรืออยากประกาศหาคนไปทำงาน เชิญบอร์ดนี้เลยครับ

หาบ้าน หาช่อง

ใครกำลังหาบ้าน หาเพื่อนร่วมห้อง หรือปล่อยห้องเช่า มาห้องนี้เลยครับ

sydney

melbourne

Read more…

                    การเดินทางมาออสเตรเลียเพื่อมาทำงาน มาโครงการ Work and Holidays หรือ มาเพื่อศึกษาต่อและทำงานควบคู่ไปด้วยนั้น ผู้ที่กำลังจะเดินทางมาหรือเดินทางมาถึงแล้วควรมีความรู้เรื่องการทำงานในออสเตรเลียมาบ้าง ควรจะรู้ว่าเราต้องมีเอกสารอะไรในการทำงาน อัตราภาษี แหล่งหางาน และเรื่องอื่นๆที่สำคัญ

                

                    การเตรียมตัวหาข้อมูลเหล่านี้จะทำให้เราพร้อมในการเริ่มต้นทำงานได้เร็ว รู้ขั้นตอนการปฏิบัติเมื่อได้รับการตอบรับเข้าทำงาน รวมไปถึงรับรู้สิทธิและสิ่งที่เราควรได้ในฐานะลูกจ้างในการทำงานในออสเตรเลีย ซึ่งจะทำให้เราได้ผลประโยชน์ที่เราควรจะได้ในอนาคต ดังนั้นผมจึงเขียนบทความ “10 สิ่งที่ต้องรู้เมื่อมาเรียนและทำงานในออสเตรเลีย” และคาดหวังว่าเนื้อหาในบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่กำลังจะเดินทางมาออสเตรเลีย หรือ ต้องการเดินทางมาออสเตรเลียในอนาคตไม่มากก็น้อยMelbourne.jpg?width=500

1.สมัครหมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (Tax File number)

เมื่อเดินทางมาถึงออสเตรเลีย สิ่งแรกๆที่ต้องทำ คือ สมัครเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (Tax File number) ใครที่ต้องการทำงานในออสเตรเลียต้องมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเพื่อที่นายจ้างจะสามารถจ่ายค่าจ้างให้เราได้ และใช้ในการยื่นภาษีเมื่อสิ้นสุดปีภาษีของทุกๆปี (30 มิถุนายน)
การสมัครเลขประจำตัวผู้เสียภาษีนั้น ท่านสามารถสมัครออนไลน์กับกรมสรรพากรได้เลยตามลิงค์ข้างล่าง (สำหรับผู้ถือวีซ่าต่างชาติ หรือ ไม่ได้ถือพาสปอร์ตของออสเตรเลีย) หลังจากส่งใบสมัครแล้ว กรมสรรพากรจะจัดส่งข้อมูล Tax File number ไปยังที่อยู่ที่กรอกไว้ในใบสมัครภายใน 28 วันทำการ (แต่โดยปกติแล้ว จะเร็วกว่านี้มาก โดยประมาณจะใช้เวลาแค่ 2 อาทิตย์)

Tax file number application

ถ้าไม่สะดวกหรือไม่อยากสมัครด้วยตัวเองเนื่องด้วยไม่แน่ใจเรื่องภาษาหรือไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ท่านสามารถใช้บริการ Tax Agent ให้ดำเนินการให้ได้ครับ

2. เปิดบัญชีธนาคาร ขอบัตรกดเงิน และ Internet banking

ธนาคารหลักๆในออสเตรเลียมีทั้งหมด 4 แห่ง คือ ANZ , NAB ,Commonwealth Bank และ Westpac ท่านสามารถเปิดบัญชีได้ที่สาขาธนาคารทุกแห่ง และต้องนำเอกสารส่วนตัว เช่น พาสปอร์ตและ Tax File Number ติดตัวไปด้วย ข้อควรระวังในการเปิดบัญชีธนาคารคือ ถ้าเราไม่ให้ข้อมูล Tax File Number ของเราตอนยื่นเปิดบัญชี ทางธนาคารจะหักภาษีจากดอกเบี้ยที่เราได้รับไว้ 49% ดังนั้น ถ้ายังไม่มี Tax File Number ก็ต้องกลับไปที่ธนาคารอีกรอบเพื่ออัพเดทข้อมูล Tax File Number หรือถ้าใช้ Internet banking ท่านสามารถอัพเดทได้ด้วยตนเองผ่านเว๊บไซต์ธนาคารได้ครับ ในกรณีที่โดนหักภาษีไว้ ท่านสามารถยื่นขอคืนภาษีที่โดนหักไปได้ตอนยื่นภาษีปลายปีครับ (Tax Return)

3. แหล่งหางานและการหางาน

แหล่งหางานยอดนิยมในออสเตรเลีย คือ WWW.SEEK.COM.AU ซึ่งเป็นเว๊บไซต์หางานที่น่าเชื่อถือที่สุด ใครที่มั่นใจเรื่องภาษาและอยากทำงานที่ไม่ใช่ร้านไทยสามารถเข้าไปลองค้นหางานตามสายงานที่อยากทำได้ที่เว๊บไซต์นี้ครับ
อีกเว๊บไซต์ที่น่าสนใจ คือ www.gumtree.com.au และเลือกเมืองที่ท่านอาศัยอยู่ เว๊บไซต์นี้เป็นเว๊บไซต์ที่มีนายจ้างไปโพสท์เพื่อหาพนักงานเป็นจำนวนมากเช่นกัน แต่ต้องระวังเรื่องการโดนหลอกลวงเพราะเป็นเว๊บไซต์ที่ใครจะโพสท์ก็ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทางที่ดีต้องโทรไปสอบถามกับเจ้าของธุรกิจตามเบอร์ที่ให้ไว้ให้แน่ใจเสียก่อนว่า เป็นนายจ้างที่ต้องการพนักงานจริงๆ ก่อนไปสัมภาษณ์หรือทดลองงาน

ส่วนเว๊บไซต์หางานหลักๆของคนไทย ก็มีหลายเว๊บไซต์ด้วยกัน ตามลิงค์ข้างล่างครับ

www.aussietip.com ( เมลเบิร์น)
www.natui.com.au ( ซิดนีย์)
aussiethai.com (หลายๆเมือง)

วีธีการหางานที่ดีที่สุดคือ ให้โทรไปถามกับเจ้าของร้านโดยตรงเพราะจะมีโอกาสได้งานมากกว่าการโพสท์ข้อมูลตัวเองไว้ในกระทู้ หรือ ส่งอีเมล์ไป (งานบริการทั่วๆไปที่ไม่ใช่งานออฟฟิศ) อีกวีธีการหนึ่งที่เป็นที่นิยมและมีโอกาสได้งานค่อนข้างสูงคือ เดินเข้าไปของานโดยตรงจากเจ้าของธุรกิจ การสมัครงานลักษณะนี้ต้องอาศัยความกล้าและต้องเตรียมเรซูเมติดตัวไปด้วยทุกครั้ง

ในฐานะที่เคยหางานสมัยเป็นนักเรียนที่ออสเตรเลียมาก่อน ผมมีคำแนะนำส่วนตัวว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนดีที่สุด พยายามหางานเองให้ได้ด้วยตัวเอง อย่ามัวแต่รอให้คนฝากงานให้แล้วอยู่เฉยๆ หรือรอให้เจ้าของธุรกิจติดต่อกลับมา เรามาถึงที่ออสเตรเลียแล้วต้องกล้าและต้องพยายามมากกว่าตอนอยู่ที่เมืองไทย

4. กรอกแบบฟอร์ม Tax File number declaration ที่นายจ้างให้มา

หลังจากได้งานแล้วนายจ้างจะให้เรากรอกข้อมูล Tax File number declaration ซึ่งเป็นการกรอกข้อมูลทั่วๆไป เกี่ยวกับตัวเราเอง สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากบทความ คำถามสุดฮิต Tax File Number Declaration สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานในออสเตรเลีย ตามลิงค์ข้างล่างได้เลยครับ

Tax File number declaration

5.เงินบำนาญ (Super) หรือเงินซุปเปอร์

ถ้าเราทำงานและได้รับรายได้มากกว่า 450 ดอลลาร์ต่อเดือน นายจ้างจะต้องจ่ายเงินซุปเปอร์เข้ากองทุนของที่เราเลือก หรือในกรณีที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของกองทุนไหน ทางนายจ้างจะสมัครและใช้กองทุนที่นายจ้างเลือกเอง เงินกองทุนบำนาญนี้เป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายต่างห่างจากค่าจ้างที่เราได้รับ โดยนายจ้างจะต้องจ่าย 9.5% ของรายได้ที่เราได้รับไปยังกองทุนเงินบำนาญที่เราเลือกใช้และ จะสามารถนำเงินใน กองทุนออกมาใช้ได้เมื่ออายุมากกว่า 55 ปีเป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม ถ้าเราไม่ได้เป็นพลเมืองของออสเตรเลีย มีแผนจะกลับไทยถาวรและไม่กลับมาพำนักอาศัยในออสเตรเลียอีก เราสามารถขอนำเงินออกมาใช้ได้ โดยจะสามารถดำเนินการสมัครได้เมื่อวีซ่าได้หมดอายุ และได้เดินทางออกนอกประเทศแล้ว ดังนั้นเมื่อเริ่มต้นทำงาน เราต้องรู้ว่าทางนายจ้างจ่ายเงินซุปเปอร์ให้กองทุนไหน หรือ นายจ้างได้จ่ายเงินซุปเปอร์ให้เราหรือไม่ โดยปกติแล้วนายจ้างจะจ่ายเงินไปยังกองทุนทุกๆ 3 เดือน หลังจากที่ทราบกองทุนเงินซุปเปอร์และหมายเลขสมาชิกแล้ว เราสามารถสมัครบัญชีสมาชิกออนไลน์กับทางกองทุนเพื่อนตรวจสอบดูการเคลื่อนไหวของเงินซุปเปอร์ หรือ ตรวจสอบว่านายจ้างได้จ่ายเงินสบทบเข้ากองทุนจริงๆหรือเปล่า

6. หักภาษีจากค่าจ้าง (Pay as you go – PAYG Withholding)

นายจ้างจะหักภาษีไว้จากการจ่ายค่าจ้างแต่ละครั้ง จำนวนที่หักไว้จะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับยอดประมาณการรายได้ทั้งปี สามารถตรวจสอบว่านายจ้างหักภาษีไว้ถูกต้องหรือไม่ สามารถเชคได้จากบทความที่ผมเขียนไว้ตามข้างล่างครับ

Tax Time 2017 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับภาษีในออสเตรเลีย

การหักภาษีไว้ของนายจ้างก็เหมือนกับการจ่ายภาษีล่วงหน้าให้เรา เมื่อถึงปลายปีภาษีที่เราต้องยื่นภาษี เงินภาษีที่นายจ้างหักไว้จะกลายเป็นตัวบ่งบอกว่าเราจะได้รับเงินภาษีคืน หรือ ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม ในกรณีที่ภาษีจากรายรับที่ได้รับในปีภาษีน้อยกว่ายอดภาษีที่นายจ้างหักไว้ระหว่างปี ท่านจะได้รับเงินภาษีคืนจากส่วนต่างของยอดภาษีที่คำนวณได้(จากรายรับหลังจากหักค่าลดหย่อน)และภาษีที่นายจ้างหักไว้จากค่าจ้างของท่าน ในกรณีตรงกันข้ามถ้านายจ้างหักภาษีจากค่าจ้างไว้น้อยกว่ายอดภาษีที่คำนวณได้ ท่านจะต้องจ่ายภาษีเพิ่มเติมให้ทางกรมสรรพกร

7. ใบสรุปยอดรายได้จากการทำงานกับนายจ้างแต่ละแห่ง หรือ ภาษาอังกฤษเรียกว่า PAYG Summary

สิ้นปีภาษี 30 มิถุนายนของทุกปี นายจ้างจะออกใบ PAYG Summary ซึ่งเป็นใบสรุปรายละเอียดรายรับตลอดทั้งปี ภาษีที่นายจ้างหักไว้ เราต้องนำรายละเอียดส่วนนี้ไปใช้ในการยื่นภาษี ตามกฏหมายแล้ว นายจ้างจะต้องส่งใบ PAYG Summary ให้กับลูกจ้างภายในวันที่ 14 กรกฎาคม ถ้าไม่ได้รับใบดังกล่าวจากนายจ้างภายในเวลาที่กำหนด ให้ติดต่อสอบถามไปยังนายจ้างได้ครับ

8. สมัคร Australian Business Number (ABN) ในกรณีที่นายจ้างจ้างเป็น Subcontractor หรือ กรณีทำธุรกิจในนามส่วนตัว

ในหลายๆธุรกิจ เช่น งานทำความสะอาด งานนวด นายจ้างหลายๆแห่งนิยมจ้างพนักงานเป็นแบบ Subcontractor ซึ่งผู้ถูกจ้างจะได้รายได้เหมือนการทำธุรกิจ ดังนั้นถ้านายจ้างจ้างงานท่านในลักษณะนี้ ท่านจะต้องสมัคร Australian Business Number (ABN) กับกรมสรรพากรได้ตามลิงค์ข้างล่างครับ

Applying for an ABN

ท่านสามารถสมัคร ABN ได้ด้วยตัวเอง หรือใช้บริการจากนักบัญชีก็ได้ถ้ากลัวการกรอกข้อมูลผิดพลาด หรือ ไม่อยากเสียเวลานั่งอ่านข้อมูลหลายอย่างเป็นภาษาอังกฤษด้วยตนเอง

9.เก็บใบเสร็จที่เกี่ยวข้องกับการทำงานไว้เป็นค่าลดหย่อนภาษีตอนยื่นภาษีปลายปี (30 มิถุนายน ของทุกๆปี)

ถ้าเรามีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำงานโดยตรง (ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายส่วนตัว) เช่น ค่ามีดทำครัวสำหรับพ่อครัว รองเท้าบูทป้องการการบาดเจ็บของพนักงานก่อสร้าง หรือ ค่าโทรศัพท์สำหรับพนักงานการตลาด เราสามารถนำค่าใช้จ่ายเหล่านี้มาเป็นค่าลดหย่อนในการยื่นภาษีปลายปีได้ โดยเราจะต้องเก็บใบเสร็จไว้เป็นหลักฐาน ในกรณีที่ไม่ได้เก็บใบเสร็จไว้ เราสามารถใช้ Bank หรือ credit card Statements เป็นหลักฐานได้ด้วยเช่นกัน

10. ยื่นภาษี (Tax Return)

ปกติแล้วเราจะต้องเสียภาษีจากรายได้ทุกอย่างที่ได้รับจากการทำงานในออสเตรเลีย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการมีรายได้จากการเป็นลูกจ้าง พนักงานให้กับสถานประกอบการและธุรกิจประเภทต่างๆ รายได้จากการประกอบธุรกิจ รายรับจากดอกเบี้ย เงินปันผลจากหุ้น เงินกำไรจากการซื้อขายหุ้น และอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน รายรับจากค่าเช่าบ้าน เงินช่วยเหลือจากเซ็นเตอร์ลิงค์บางประเภท เป็นต้น ปีภาษีของออสเตรเลียจะเริ่มจากวันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 30 มิถุนายนของทุกๆปี

ราจะเสียภาษีเท่าไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยดั สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากบทความ http://www.austaxboy.com/tax-time-2017/ ครับ

ถ้

าเห็นว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์ สามาถแชร์บทความได้ตามอัธยาศัยครับ หรืออ่านบทความอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊คหรือเว๊บไซต์ข้างล่างได้ครับ

www.facebook.com/austaxboy
www.austaxboy.com
www.pwsaccounting.com.au

Wasu
B.Econ, M. Accounting & Business,

CPA Accountant & Registered tax Agent

Read more…
Administrator

3848610001?profile=original

เชื่อว่า ใครหลายๆ คนที่กำลังจัดฟัน และมีความจำเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศนานหลายปี อาจปวดหัว เมื่อต้องตัดสินใจเลือกระหว่างถอดเครื่องมือจัดฟัน แล้วใส่เครื่องมือที่เรียกว่า รีเทนเนอร์ (Retainer) แทน หรือเดินทางกลับประเทศไทย เพื่อพบทันตแพทย์ทุกๆ เดือน (แล้วค่าตั๋วเครื่องบิน? บินไปกลับกี่รอบ? ) หรือปรึกษาคลินิกฟันที่ต่างประเทศเพื่อจัดฟันต่อ (แล้วราคาเท่าไร?)  แบบไหน ถึงจะเหมาะสมที่สุด 

ประเภทของการจัดฟัน

ปัจจุบันการจัดฟันที่นิยมมีสองแบบด้วยกันค่ะ วิธีที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย คือ การจัดฟันแบบที่เราเห็นกันทั่วไปที่ติดเหล็กด้านนอก วัสดุที่ใช้จะมีสองแบบคือ แบบที่เป็นเหล็กหรือเซรามิค (Metal or Ceramic Braces) ปัจจุบันวิวัฒนาการของการจัดฟันแบบนี้ได้พัฒนาไปอย่างมาก ถึงแม้ว่ารูปลักษณ์จะดูไม่ได้แตกต่างจากอดีต แต่ช่วยร่นระยะเวลาการจัดฟันและลดความเจ็บปวดของการดัดฟันได้มาก เหล็กที่ใส่ยังสามารถเลือกเหล็กที่เป็นแบบใสได้ด้วย ปกติแล้วคนไข้ที่ดัดฟันแบบนี้ต้องพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอประมาณเดือนละ 1 ครั้ง

การจัดฟันอีกแบบที่เป็นที่การจัดฟันแบบใส หรือที่คนทั่วไปรู้จักยี่ห้อที่ชื่อว่า Invisalign ชึ่งเป็นหนึ่งในยี่ห้อที่มีชื่อเสียง แต่ไม่ได้เป็นเพียงยี่ห้อเดียว การจัดฟันแบบใสเป็นวิธีจัดฟันที่เริ่มเป็นที่นิยมกันมากในปัจจุบัน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถจัดฟันแบบใสได้ เพราะการจัดฟันแบบนี้จะแก้ปัญหาของฟันได้จำกัด เช่นการปิดช่องว่างของฟันที่มีอยู่เล็กน้อย ทัตนแพทย์จะต้องตรวจดูสภาพฟันของคนไข้ดูก่อนว่าเหมาะสมที่จะจัดฟันแบบใสหรือไม่ก่อนที่จะเริ่มจัดฟัน

 

การจัดฟันเป็นการเลื่อนฟันให้เข้าที่ เพราะฉะนั้นสำคัญมากที่เหงือกและฟันต้องอยู่ในสุขภาพที่ดีและแข็งแรงเพื่อป้องกันความเสื่ยงต่อการฟันโยกหรือหลุดได้ คนไข้ควรอยู่ในความดูแลของทันตแพทย์ และหมั่นให้คุณหมอดูเป็นระยะๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่ารากฟัน กระดูก และเหงือก อยู่ในสุขภาพดีและไม่มีความเสี่ยงต่อการฟันโยกหรือหลุดได้

แนวทางการแก้ปัญหา

สำหรับคนไทยที่จำเป็นต้องเดินทางมาต่างประเทศแล้วไม่สามารถที่จะจัดฟันให้เสร็จก่อนที่จะมาได้ หนึ่งในแนวทางแก้ไขคือ การจัดฟันต่อกับคลินิคในต่างประเทศ แต่สิ่งที่ต้องรู้เป็นอย่างแรกคือ เมื่อมีการย้ายเคสหรือเปลี่ยนหมอฟัน จะทำให้ใช้เวลาในการจัดฟันเพิ่มขึ้นและอาจต้องเสียเงินเพิ่มขึ้นในการจัดฟันเพราะวัสดุที่ใช้และความคิดเห็นของคุณหมอแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้ คือ การรักษาที่ต่อเนื่อง ได้ฟันสวยๆ กลับประเทศไทยค่ะ 

การเตรียมตัวจัดฟันที่ต่างประเทศ

หลายๆคนอาจจะสงสัยว่าต้องเตรียมอะไรมาบ้าง ต้องมีใบส่งตัวจากทันตแพทย์จากไทยมาหรือไม่ คำตอบคือ บางคลินิคเช่น Doncaster Hill Dental  ไม่ต้องการอะไรเอกสารใดๆ จากไทย  เพราะสิ่งที่สนใจนั้นคือสภาพฟันและเหงือกในปัจจุบันเท่านั้น เพราะฉะนั้นเพื่อนๆ ที่สนใจอยากจัดฟันต่อ ก็สามารถนัดเวลาตรวจฟันได้เลย ไม่ยุ่งยากค่ะ 

ขั้นตอนของการจัดฟันต่อ

เริ่มแรกทันตแพทย์จะตรวจฟันและเหงือกของคนไข้ ให้แน่ใจว่าไม่มีฟันผุหรือเหงือกอักเสบ ถ้าฟันและเหงือกอยู่ในสุขภาพที่ดีแล้ว ก็สามารถเริ่มการดัดฟันต่อได้ ที่แน่ๆ จะมีการถ่ายเรคคอร์ด เช่น พิมพ์ฟัน ถ่ายเอ็กซ์เรย์ เพื่อที่คุณหมอจะได้เอาเคสไปตรวจและแนะนำคนไข้ได้ว่า ขั้นตอนการดัดฟันนั้นมีอะไรบ้าง แล้วให้ผลลัพธ์เป็นอย่างไร ถ้าคนไข้ตกลงและเข้าใจขั้นตอนที่จะเกิดขึ้นในการจัดฟันแล้ว ก็สามารถเริ่มติดอุปกรณ์ได้เลยค่ะ

ค่าใช้จ่ายสำหรับการจัดฟันที่ประเทศออสเตรเลีย

ปกติการจัดฟันจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 6,200 เหรียญ แต่ค่าใช้จ่ายและระยะเวลาที่แน่ชัด จะรู้หลังจากที่คุณหมอเอาเคสของแต่ละบุคคลไปตรวจ เพราะแต่ละคนมีความยากง่ายในการรักษาที่แตกต่างกัน ราคาและระยะเวลาในการจัดฟันก็จะแตกต่างกันค่ะ ส่วนจำเป็นต้องจ่ายเต็มจำนวนตั้งแต่การรักษาครั้งแรกหรือไม่ แนะนำให้สอบถามกับทางคลินิคโดยตรงว่า มีการผ่อนชำระหรือมีโปรโมชั่นอะไรบ้างนะคะ 

การจัดฟันที่ต่างประเทศ โดยเฉพาะที่ออสเตรเลียไม่ใช่เรื่องยาก จริงมั้ยคะ แค่ต้องเตรียมตัวให้พร้อม ศึกษาข้อมูลให้ละเอียด ยิ่งตอนนี้คลินิคที่ต่างประเทศ มีเจ้าหน้าที่คนไทยคอยให้คำแนะนำแล้วค่ะ  ดังนั้นหมดห่วงเรื่องภาษาอังกฤษไปได้เลย 

สนับสนุนข้อมูล โดย Doncaster Hill Dental, Melbourne

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
โทร 0413 819 770 (พี่อ๊อด) 

Line: @dhdental

 

Read more…

แนวทางแก้ปัญหาเมื่อรู้ว่าโรงเรียนกำลังจะโดนปิด

หลังแชร์ข่าวไปเรื่องโรงเรียน RGIT จะโดนปิด (Royal Gurkhas Institute of Techology deregistered by ASQA) ก็มีน้องๆติดต่อเข้ามาหลายคนว่าจะต้องทำยังไงกันต่อไปดี เนื่องจากถามกันมาหลายคนและหลายทางเลยขอมาเขียนให้อ่านกันดีกว่าครับ

ข่าวออกมาวันเสาร์ที่ 27 May 17 แจ้งว่าจะมีการ appeal นั่นหมายถึงว่าถ้า appeal ผ่านก็เรียนต่อไปได้ เคยมีกรณีคล้ายๆแบบนี้เกิดขึ้นปีที่แล้วกับอีกโรงเรียนหนึ่งที่มีนักเรียนไทยเยอะพอควรเหมือนกัน ตอนนั้นก็จะตกใจกันแบบนี้ครับ แต่รอบนั้นเค้าก็ reverse การตัดสินใจของทาง ASQA (หน่วยงานที่ควบคุมตรงนี้) ได้ด้วยการ appeal นี่แหละ

โรงเรียนที่เล่าถึงนี่เค้า appeal ไปตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และผลก็ออกมาช่วงเดือน ก.พ. (ใช้เวลา 3-4 เดือนอยู่) ระหว่างนั้นก็ดำเนินการสอนไปปกติ และมีการแจ้งนักเรียนว่ายังไม่ต้องกังวลอะไร เค้า positive ว่าจะโอเค ในกรณีของ RGIT จะต้องรอฟังจากโรงเรียนก่อนว่าจะเป็นยังไงบ้าง

If worse comes to worst ไม่ว่าจะเรียนที่ไหน และโรงเรียนที่เรียนมีอันต้องปิดไปจริงๆ ตามกฎหมายแล้วด้วยสถานะนักเรียนต่างชาติ (International students) เราจะถูกคุ้มครองโดย Tuition Protection Service (TPS)

ในเวปไซต์ของ TPS เลย เค้าจะบอกว่าเค้ามีหน้าที่อะไร ดังนี้

  • TPS นี่เป็น initiative ของรัฐบาลออสเตรเลียที่มีไว้ช่วย international students ที่สถาบันการศึกษาที่เลือกลงมา ไม่สามารถดำเนินการสอนคอร์สได้ตามที่คุยกันไว โดย TPS เองก็จะช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนจบคอร์สอื่น หรือกับสถาบันอื่น และได้รับเงินที่จ่ายไปแล้วคืน (สำหรับส่วนที่ยังไม่ได้ใช้ไป - กรณีหลังเราก็ต้องดูเรื่องโรงเรียนกันไว้ด้วย)
  • ในเวปไซต์ของ TPS ก็ยังบอกต่อไว้ดังนี้ "In the unlikely event your education provider is unable to deliver a course you have paid for and does not meet their obligations to either offer you an alternative course that you accept or pay you a refund of your unspent prepaid tuition fees (this is called a provider's 'default obligations'), the TPS will assist you in finding an alternative course or to get a refund if a suitable alternative is not found."

ในกรณีที่สถาบันที่คุณเรียนไม่สามารถสอนคอร์สที่คุณจ่ายเงินมาหรือไม่สามารถทำตามข้อตกลงที่จะ
a) เสนอคอร์สใหม่ที่คุณโอเคด้วย หรือ
b) จ่ายเงินให้คืนในส่วนที่ยังไม่ใช้

ทาง TPS จะช่วยหาคอร์สใหม่หรือรับเงิน refund ถ้าหาทางคอร์สอื่นๆไม่ได้จริงๆ (ซึ่งพอเรื่องย้ายกันจริงๆเราก็ต้องมาดูเรื่อง availability กันอีกเพราะเวลาโรงเรียนที่นักเรียนเยอะๆล้มที นักเรียนหลักเป็นพันคนก็ต้องหาคอร์สใหม่ๆพร้อมๆกัน โรงเรียนอื่นก็อาจจะยังรับไมไ่ด้หมด)

ณ ปัจจุบัน RGIT นี่ก็ต้องรออัพเดทกันไปก่อน ส่วนของ Careers Australia นี่ในเวปไซต์ของ ASQA เค้าประกาศไว้ชัดเจนดังลิงค์นี้
https://www.asqa.gov.au/news-publications/news/statement-regarding-careers-australia-group

(โดยหลักจะเป็นเรื่อง liquidation) และก็มีใส่ชื่อโรงเรียนในเครือขอ Careers Australia ไว้ด้วย
- Careers Australia Education Institute (RTO number 22479);
- Australian College of Applied Education (RTO number 1973);
- Careers Australia Institute of Training (RTO number 31470).

และสำหรับคนที่ต้องการติดต่อ TPS แม้จะในข่าว ในเวปไซต์ ASQA เองว่าต้องติดต่อที่นี่ครับ
Tuition Protection Service on 1300 980 434 or via email administrator@a.tps.gov.au
(จะติดต่อยากหน่อย เพราะมีโรงเรียนที่นักเรียนเยอะๆ นักเรียนก็โทรหากันเยอะเหมือนกันครับ)

ล่าสุด (30 May 17) ได้คุยกับทางโรงเรียนนึงที่เป็นข่าวเค้าก็บอกว่ายังสอนกันตามปกติครับ ซึ่งก็คือรอผล appeal ด้วยนี่แหละ และมีได้คุยกับโรงเรียนอื่นๆหลายๆที่เหมือนกัน เค้าก็ไม่ได้บอกได้ว่าโรงเรียนไหนจะได้ผลยังไง แต่ก็มีเตรียมการไว้บ้างถ้าโรงเรียนจะมีการถูกปิดก็ต้องพร้อมรับนักเรียนจากที่อื่นได้

สำหรับ RGIT ในข่าวนี้ (RGIT will help students meet visa requirements even if it loses its appeal against deregistration: Chief Operating Officer) จะบอกว่า

"The deregistration will not take effect until 27 June 2017"

คือตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการ appeal ซึ่งในข่าวโรงเรียนแจ้งว่าเค้ามั่นใจว่าจะชนะได้ แต่ก็มีบอกไว้เหมือนกันว่าถ้าเกิดแพ้ขึ้นมาก็จะช่วยนักเรียนให้มากที่สุด (คิดว่าพูดถึงเรื่องวีซ่าเป็นหลัก) ดังนั้นใครเรียนที่นี่ก็ขอให้ฟังข่าวกันต่อครับ

ส่วนอีกโรงเรียนคือ Careers Australia นี่เรียบร้อยไปแล้ว ตอนนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเมลล์นักเรียนแล้ว ใจความหลักๆว่า
"We advise that the Group (หมายถึง Careers Australia) is no longer in a financial position to continue trading. Accordingly, operations have ceased with immediate effect"

คือว่าไม่อยู่ในฐานะทางการเงินที่รันธุรกิจต่อได้แล้ว ดังนั้นการดำเนินงานก็จะต้องหยุด มีผลตอนนี้เลย

สำหรับใครที่เรียนสองที่นี้ก็ตามข่าวและวิธีแก้ไขกันนะครับ

ส่วนใครที่แพลนว่าจะย้ายยังไง แนะนำให้ดูดีๆเรื่องการย้ายคอร์ส แนะนำว่าอย่างน้อยถ้าจะย้ายจริงๆให้จบ qualification ที่ตัวเองเรียนอยู่ก่อนจะดีที่สุดครับ (เช่น กำลังเรียน Cert III อยู่ก็เรียนให้จบก่อน) ถ้าไม่ได้อยากย้ายก็สามารถเรียนที่เดิมต่อได้ ณ ตอนนี้
แต่ให้ติดตามข่าวดีๆ และพยายามเข้าเรียน ส่งรายงานและการบ้านให้ครบถ้วนด้วยนะครับ

หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องการสมัครเรียน หรือย้ายโรงเรียนก็สามารถติดต่อที่


Beyond Study Center (Melbourne Office)
โทร. 038 648 6594 จันทร์ - ศุกร์ เวลา 9.00 - 18.00 น.

รับปรึกษาเรื่องเรียนต่อและยื่นวีซ่าฟรี ไม่มีค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายครับ

Read more…

จะเกิดอะไรขึ้นได้บ้างกับนักเรียนไทยที่จะยื่นวีซ่ามาออสเตรเลียหลังวันที่ 31 มีนาคม 2017

สำหรับคนที่กำลังจะมาออสเตรเลียด้วยวีซ่านักเรียนหรือกำลังต่อวีซ่านักเรียนในออสเตรเลีย(ยังไม่ได้ยื่นวีซ่า) นี่เป็นบทความที่อยากให้อ่านและแชร์ให้เพื่อนๆอ่านกันครับ


ณ ปัจจุบัน Department of Immigration and Border Protection (DIBP) หรือที่เราเรียกกันว่าอิม ใช้กติกาที่เรียกว่า Simplified student visa framework หรือ SSVF ในการพิจารณาความเสี่ยงของการขอวีซ่าของนักเรียน โดยวัดจาก

1. ประเทศของนักเรียน 
ความเสี่ยงจะมีอยู่สามแบบดังรูปคือ 1,2 และ 3 

  • 1 คือเสี่ยงน้อย
  • 2 คือเสี่ยงกลาง
  • 3 คือเสี่ยงมาก

ก่อนจะถึง 31 March ประเทศไทยอยู่ ในระดับความเสี่ยง 2 เพื่อให้นึกภาพออกประเทศแบบญี่ปุ่นก็จะอยู่ระดับความเสี่ยง 1 ครับ แต่ตอนนี้หลัง 31 March ผลออกมาว่าประเทศไทยกลายเป็นประเทศความเสี่ยงสูงไปเเล้วครับ 

2. สถาบันที่เลือกเรียน เช่นกัน ความเสี่ยงก็จะมีสามแบบ ไล่จากน้อยไปมาก (1 ไป 3) ย้ำกันอีกทีว่าตรงนี้เรียกว่า Immigration risk rating ดังนั้นไม่เกี่ยวกับเรื่องคุณภาพครับ เป็นการนำเรื่อง Risk management มาใช้ตรงๆ

ทางอิมใช้ตารางดังรูปนี้รวมความเสี่ยงทั้งสองแบบเข้าด้วยกัน

3848610084?profile=original

โดยรวมๆความเสี่ยงก็จะมีสองรูปแบบดังนี้

a. Streamlined คือเสี่ยงน้อย : ข้อดีคือเค้าจะบอกว่าไม่ต้องใช้ทั้งหลักฐานการเงินและหลักฐานภาษาอังกฤษ (แต่อิมสามารถขอเรียกเพิ่มได้เสมอ ดังนั้นแนะนำไว้ว่าอย่างน้อยมี bank guarantee ไว้)

ส่วนการแปลความหมายของตารางจะเป็นดังนี้ครับ (ดูตารางประกอบ)

  • ประเทศความเสี่ยงระดับ 1 ที่เลือกเรียนสถาบันระดับความเสี่ยงไหนก็ได้ (นัยว่าชั้นเชื่อใจประเทศเธอ จะเรียนอะไรก็เสี่ยงน้อย)
  • ประเทศความเสี่ยงระดับ 2 ถ้าเลือกเรียนแล้วอยากจะให้เสี่ยงน้อยแบบนี้ จะต้องเลือกรร.ที่ความเสี่ยงระดับ 1 หรือ 2 เท่านั้น
  • ประเทศความเสี่ยงระดับ 3 ถ้าจะให้ความเสี่ยงเป็นระดับ streamlined จะต้องเลือกสถาบันความเสี่ยงระดับ 1 


b. Regular คือเสี่ยงแบบไม่น้อย (คือมีเสี่ยงแค่สองระดับ อันนี้เป็นเสี่ยงมากกว่า) ในระดับนี้จะต้องมีหลักฐานทั้งภาษาอังกฤษ (ถ้าไม่ได้เลือกเรียนภาษา) และหลักฐานการเงินย้อนหลัง 6 เดือน คือเรียกว่ายุ่งยากกว่าประมาณนึง เช่นนักเรียนไทยที่ออส อยากเรียนต่อ รร.ที่ความเสี่ยงระดับ 3 นอกจากต้องมีหลักฐานการเงินย้อนหลัง ก็ต้องมีผลภาษาอย่าง IELTS อีก

ถ้ามีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับคอร์สเรียน สามารถสอบถามได้ที่นี่ครับ

https://www.facebook.com/BeyondStudyCenter/

Read more…

colldownvisa-1.png

สำหรับน้องๆที่มาเรียนคอร์สภาษาอังกฤษอย่างเดียว ไม่ว่าจะ 3 เดือน 6 เดือน หรือ ปีนึงก็ตาม ถ้าจบคอร์สแล้วอยากต่อวีซ่า สิ่งที่ต้องคำนึงถึงจะมีดังต่อไปนี้ครับ
 
1. เป้าหมายหลักของเรา : หลังจบคอร์สภาษาอังกฤษแล้ว โดยทั่วไปเป้าหมายของนักเรียนก็จะมีหลักๆ 2 อย่างได้แก่ (อันนี้เราพูดกันถึงเรื่องระดับของคอร์สเรียนเป็นหลัก)
 
a) เรียนในระดับ Higher Education / Research : คือเรียนต่อในระดับตั้งแต่ปริญญาตรีขึ้นไป ในที่นี้หมายถึง ตรี โท เอก ณ ปัจจุบัน ผู้ที่เรียนในระดับนี้สองปีขึ้นไป มีสิทธิ์ขอ Post Study Work Visa หรือวีซ่าทำงานหลังเรียนจบได้อีก 2-4 ปี โดยจะต้องเรียนในระดับนี้สองปีขึ้นไปด้วยครับ ซึ่งก็จะเป็นประโยชน์ในการหาในด้านที่เรียนมาหลังเรียนจบด้วยครับ เพราะตอนนั้นก็จะมีทั้งภาษา วุฒิ เวลาและสิทธิ์ในการทำงานฟูลไทม์ การเรียนโทหลายๆที่สมัยนี้ก็มี internship เข้ามาเป็นส่วนประกอบเพราะอยากให้นักเรียนได้งานกันจริงๆหลังจบครับ
b) เรียนในระดับ Vocational Education and Training (VET) หรือที่เรียกกันว่าเรียนดิปมีทั้งแบบจริงจัง และเรียนแบบเรียนไม่หนักพวกเรียนจริงจังก็เรียนใน TAFE และเอกชนที่สอนเฉพาะทางส่วนถ้าเรียนไม่หนัก ปกติก็จะมีเอกชนหลายๆที่ที่เปิดสอนอยู่ครับ 
ถ้าเรียนในสาขาที่ทางรัฐบาลต้องการ มีสิทธิ์ขอวีซ่าหลังเรียนจบได้อีก 1.5 ปี ส่วนการเรียนดิปโพลมานี่ก็จะเป็นระดับวิชาชีพ จะเป็นสกิลเฉพาะทาง เช่น ทำอาหาร ทำขนม ช่างต่างๆครับ สำหรับนักเรียนเอง ถ้าบอกเป้าหมายได้ชัดเท่าไหร่ ก็จะยิ่งง่ายขึ้นสำหรับเอเจนท์และตัวเราในการเลือกคอร์สที่เหมาะสมครับ ดังนั้นบอกได้ตรงๆเลยว่าอยากเรียน อยากได้โท อยากเรียนทำอาหาร อยากเรียนแบบไม่หนักสบายๆ 
2. ระดับภาษาล่าสุดเป็นอย่างไร : ในแต่ละรร.ที่สอนภาษาจะมีชื่อเรียกระดับภาษาต่างกันไป แต่โดยทั่วไปจะคล้ายๆกัน เช่น
Intermediate เทียบเท่า IELTS ที่ประมาณ 5.0
Upper Intermediate เทียบเท่า IELTS ที่ประมาณ 5.5
Advanced เทียบเท่า IELTS ประมาณ 6.0
ดยตรงนี้ก็จะใช้ในการคำนวนต่อว่าเราต้องเรียนภาษาเพิ่มมั้ย ก่อนจะต่อคอร์สในระดับถัดไปได้ บางคนภาษาผ่านอยู่แล้ว ก็เข้าไปได้เลย แต่ถ้ายังไม่ผ่านก็จะมีการแนะนำว่าต้องทำอย่างไรต่อไป โดยหลักการแล้ว ภาษาจะผ่านเพื่อเข้าไปเรียนในระดับถัดไปได้ทำได้ 3 วิธีคือ
1) สอบ IELTS ให้ผ่าน : ตรงนี้จำไว้ได้ว่า IELTS เป็นเทสที่ได้รับการยอมรับมากเสมอ ไม่ว่าผลการเรียนจะเป็น  intermediate จากที่เก่า (เทียบเท่า IELTS 5.0)  แต่เราสอบมาได้ 6.5 สถาบันก็จะยึดตัว IELTS 6.5 เป็นหลักครับ
2) ทำเทสของสถาบันนั้นๆ : หลายๆสถาบันมีให้นักเรียนนัดเข้าไปทำเทสได้ เพื่อวัดผลภาษา ซึ่งก็จะทำให้เรารู้ว่าผ่านเข้าไปเรียนเลยมั้ย หรือต้องเรียนเพิ่มนานเท่าไหร่ก่อนเข้าคอร์สหลักได้
3) เรียนภาษาได้เลเวลที่กำหนด ตามที่สถาบันที่เราจะเรียนต่อยอมรับ เช่น มีผลภาษาจาก รร. A ที่ Upper intermediate และรร. B มีคอร์สทำอาหาร และรับผลจากรร. A ที่ Upper intermediate ก็สามารถเข้าได้เลยเช่นกัน ส่วนในระดับ Diploma ปกติใช้ระดับภาษาแรกเข้าที่ IELTS 5.5-6.0 และจะเป็น 6.0-7.0 สำหรับคอร์สในระดับป.ตรีขึ้นไปครับ
  

3. งบประมาณ
 : ในคอร์สหลักที่กล่าวไปในข้อ 1. จะมีงบประมาณและ intake ต่อปีดังนี้ครับ
- คอร์สป.ตรีขึ้นไป : โดยปกติในออสเตรเลียจะแบ่งออกเป็น 2 semesters (Feb , July) มีบ้างทีเปิด November ค่าเรียนมีตั้งแต่ 22000-40000 AUD ต่อปี แล้วแต่ยูที่เลือก โดยก้อนแรกก็จะจ่ายค่าเรียนภาษา บวกมัดจำที่ 1 semester (หรือตามที่กำหนด แต่ปกติจะไม่เกิน 1 semester) เช่น ค่าเรียนโท ปีละ 26000 AUD ก็จ่ายก่อน 13000 AUD หรือน้อยกว่า ตามที่ยูกำหนดไว้
- คอร์สดิปโพลมา : ถ้าดิปโพลมาแบบใน TAFE หรือเอกชนแบบเฉพาะทางที่เน้นคุณภาพ จะอยู่ที่ตั้งแต่ปีละ 12000-18000 AUD
การเรียนมักจะเเบ่งเป็น 2 semesters (Feb, July) ถ้าเป็นแบบชิวๆ และไม่แพง ค่าเรียนจะอยู่ที่ประมาณ 5500-7500 AUD การเรียนมักแบ่งเป็น 4 เทอม เทอมนึงเรียน 9 weeks หยุด 3 weeks 
 
4. หลักฐานการเงิน : ด้วยกติกาที่ใช้หลัง 1 July 2016 ที่เรียกว่า SSVF สถาบันในออสเตรเลียจะถูกแบ่งออกเป็น 3 level ( 1,2 และ 3)
โดย 1 และ 2 ตามหน้าเวปอิมมิเกรชั่นจะบอกไว้ว่าไม่ต้องยื่นหลักฐานการเงินและหลักฐานภาษาอังกฤษ (แต่เรียกได้เสมอ) ส่วนเลเวล 3 นั้นต้องมีทั้งผลภาษาอังกฤษ และหลักฐานการเงินที่ชัดเจนย้อนหลัง 6 เดือน
โดยทั่วไปเราก็จะแนะนำว่าแม้จะยื่นแบบเลเวล 1-2 ก็ยื่นแบบ Certificate of balance หรือ Bank guarantee ที่โชว์ยอดเงิน ณ วันนั้นๆไปด้วยก็ดีครับ (ไม่ต้องย้อนหลัง) ส่วนถ้าเลเวล 3 ต้องมีแบบย้อนหลังด้วย ส่วนจำนวนเงินและต่อคอร์สที่ลงเรียนครับทั่วไปเราพูดกันว่าราวๆ 8 แสนบาทขึ้นไปก่อน แต่ก็สูงได้ถึงเป็นล้านบาทเหมือนกัน (ตรงนี้เคสบายเคส พอคุยกันแล้วจะคำนวนละเอียดให้ได้ครับ)

นอกจากนี้รายละเอียดที่ควรเตรียมไว้ด้วยได้แก่
- วันจบคอร์สและวันหมดอายุวีซ่า
- CoE(s), Visa, Passport, Transcript,ใบจบ
- มีแผนว่าจะต้องกลับไทยมั้ยอย่างไร
แนะนำว่าถ้าอยู่ที่ออสเตรเลียเเล้ว ข้อดีคือเราสามารถเข้าไปดูสถาบันได้ด้วยตัวเอง สามารถนัดให้เข้าชมสถาบัน พร้อมพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ให้ได้ด้วย ซึ่งจะทำให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น เพราะมีข้อมูลที่เห็นด้วยตาตัวเองครับ :) 

Read more…

9 ข้อแนะนำในการหลีกเลี่ยงเอเจนท์ผี


ผีหลอกว่าน่ากลัวแล้วแต่โดนคนหลอกน่ากลัวกว่าซะอีก ทาง Thaiwahclub ทำข้อมูลเรื่องข้อแนะนำในการสังเกตและเลือกเอเจนท์ในการเรียนต่อต่างประเทศมาให้ทุกคนศึกษาไว้เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันจะได้ไม่โดนหลอกกันครับ 

3848609751?profile=original

3848609847?profile=original

1) รับทำหลักฐานทางการเงินและเอกสารปลอม

เหตุผลยอดฮิตเหตุผลหนึ่งที่มีคนยังไปโดนไปหลอกได้บ่อยๆในยุคที่เรามีช่องทางตรวจสอบข้อมูลกันเยอะขนาดนี้ ก็เพราะคนส่วนนึงหลักฐานไม่พร้อม แต่ความอยากไปมีมากกว่า ทำให้มีความต้องการยืมหลังจากด้านมืดจากคนเหล่านี้ ด้วยการให้ทำหลักฐานการเงินให้บ้าง ทำปลอมหลักฐานอื่นๆ เช่นการทำงาน การเรียนให้บ้าง

การปลอมแปลงเอกสารนี่ผิดทั้งจรรยาบรรณและกฏหมายเลยนะครับ ส่วนสำหรับวีซ่านักเรียนออสเตรเลียนี่ ถ้าปลอมแปลงเอกสาร หรือให้ข้อมูลเท็จที่สถานทูตเรียกว่า Fraud หรือ Misleading information นอกจากจะถูกปฎิเสธวีซ่าแล้ว ทางสถานทูตก็มีสิทธิ์ให้ผู้สมัครติดโทษแบน หรือที่เรียกว่า exclusion period จากทางสถานทูตไปอีก 3-10 ปี (แบนจากการยื่นวีซ่าครับ) วีซ่านักเรียนออสเตรเลียเองจริงๆถ้าพูดถึงเรื่องการเงินก็จะมีทั้งที่ต้องแสดง statement ย้อนหลัง 6 เดือน หรือ โชว์ยอดเงิน ณ วันนั้นๆ หรือยังไม่ยื่นไปก็ได้ แล้วแต่รร.และคอร์สที่เลือกไป ทั้งนี้สถานทูตเองก็มีสิทธิ์เรียกเอกสารเพิ่มเติมได้เสมอ ดังนั้นถ้าจะพูดว่าไม่ใช้หลักฐานการเงินแน่นอน 100% ก็ไม่ใช่เช่นกันครับ  แนะนำให้ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญดีกว่ามีทางเลือกอย่างไรบ้าง และถ้ายังไม่พร้อมจริงๆก็แนะนำให้อย่าเพิ่งรีบยื่นจะดีกว่า

3848609795?profile=original

2) ให้จ่ายเงินโดยไม่แจกแจงรายละเอียด ไม่ออกใบเสร็จรับเงิน ไม่มีหลักฐานจากทางสถาบันที่ลงเรียน


วีซ่านักเรียนออสเตรเลียนี่มีได้ทั้งคอร์สที่เป็น stand-alone และ package course โดย stand-alone คอร์สเดี่ยวๆเช่นคอร์สเรียนภาษา กรณีแบบนี้ค่าใช้จ่ายทั่วไปจะมี ค่าเรียนภาษา ค่าลงทะเบียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าวีซ่า และค่าประกันสุขภาพตามระยะเวลาวีซ่า คอร์ส package อาจจะเป็นคอร์สภาษา บวกคอร์สอื่นๆเช่นดิปโพลมาเป็นต้น กรณีนี้อาจจะค่าใช้จ่ายอาจจะมีดังนี้ ค่าลงทะเบียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเรียนภาษา ค่าเรียนดิปโพลมา 1 เทอม ค่าวีซ่า ค่าประกันสุขภาพตามระยะเวลาวีซ่า ตรงนี้นักเรียนเองควรจะขอทราบรายละเอียดด้วย ซึ่งคิดว่าเอเจนท์ที่เค้าเป็นเอเจนท์ที่ดีๆกันเค้าแจกแจงให้เราอยู่แล้ว รวมถึงแจ้งด้วยว่าหลังจากนี้ไปมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ต้องจ่ายเมื่อไหร่ ชำระอย่างไร 

ส่วนประเภทที่บอกว่าแพกเกจทำงานต่างประเทศ สามแสนบาท ไปได้เลย แล้วถามไปตอบไม่ได้ว่าค่าอะไรเท่าไหร่แบบนี้ไม่น่าจะโอเคครับ ขั้นตอนจริงๆที่ควรทราบด้วยคือ

  • สมัครเรียน
  • ได้รับใบตอบรับจากทางสถาบัน (Offer Letter)
  • ชำระเงินค่าเรียน --> ควรได้รับใบเสร็จจากเอเจนท์ว่ามีค่าอะไรบ้างที่จ่ายไปตอนนี้ ซึ่งต้องอ้างอิงจากใน offer letter ได้
  • ได้รับ Confirmation of Enrollment จากทางสถาบัน --> ใบนี้เป็นใบที่บอกว่าเราชำระเงินและ กำลังจะไปเรียนที่ไหน อย่างไร จำเป็นต้องใช้ในการยื่นวีซ่าครับ
  • เตรียมเอกสาร และยื่นวีซ่า

3848609919?profile=original

3) การันตีผลวีซ่าผ่าน 100%*


ผลวีซ่านักเรียนออสเตรเลียนี่จะออกโดยหน่อยงานที่เรียกว่า Department of Immigration and Border Protection ซึ่งตามปกติแล้วแม้โอกาสจะดี ประวัติจะดีขนาดไหน ก็ไม่มีใครการันตีได้ว่าผ่าน 100% เพราะก็มีปัจจัยหลายๆอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เช่น ถูกโทรมาสัมภาษณ์แล้วตอบไม่ได้เกี่ยวกับคอร์สเรียนที่ลงเรียนเลย เป็นต้น ทั้งนี้่ทั้งนั้นถ้าประวัติและหลักฐานดีโอกาสผ่านก็สูงกว่าเป็นปกติครับ

3848609865?profile=original

4) การันตีงานและรายได้งาม (มาก)

อีกข้อหนึ่งที่หลายๆคนถูกดึงให้ยังคุยอยู่กับคนที่เค้าดูไม่น่าเชือถือก็คือเค้าการันตีได้ว่าได้งานแน่นอน มีงานและเงินเดือนแบบดีมากๆด้วย และที่สำคัญคือไม่คำนึงถึงความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษ และอื่นๆของผู้สมัครเลย นัยว่าถ้ากล้าคุณก็ชนะแล้ว ได้งานเลยง่ายๆ ถ้าคุณเป็นคนขยัน

จริงอยู่การที่เป็นคนขยันและรับผิดชอบเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้หลายคนได้งานในออสเตรเลีย แต่การการันตีงานโดยที่นายจ้างไม่เคยเจอเรา นายจ้างไม่ได้สัมภาษณ์เรา โดยเฉพาะกรณีที่รายได้ดีมากๆ นี่เป็นไปได้ยากมากๆครับ กรณีที่เคยคุยด้วยกับคนที่เกือบถูกหลอกมา (คุยแบบกึ่งสัมภาษณ์)มีบอกว่าได้เดือนละ 1.5 แสนบาทแน่นอน ซึ่งก็จะบอกว่าแค่ว่าทำงานอะไร ไม่บอกว่าที่ไหน ไม่บอกว่าทำกี่โมงถึงกี่โมง เงินเดือนๆละ 1.5 แสนนี่ถ้าไม่มีอะไรเด่นกว่าคนอื่น และมาด้วยวีซ่านักเรียนต้องเรียนด้วย ภาษายังไม่ดี นี่เป็นไปได้ยากมากๆครับ (คือถ้าเป็นไปได้ก็จะเป็นกับคนที่มีสกิล มีภาษาไปแลกกับงาน แต่ไม่ใช่กรณีที่อยู่ๆมาก็ได้ 1.5 แสนเลย)

ผมคำนวนค่าใช้จ่ายไว้ให้สำหรับคนที่จะมาเรียนด้วยทำงานด้วย ลองเข้าไปดูได้ที่นี่ครับ
https://goo.gl/FDL4wB

3848609940?profile=original

5) คิดราคาแพงกว่าหลักสูตรของสถาบัน

ปกติแล้วเอเจนท์เองจะไม่ได้คิดค่าบริการในการสมัครเรียนหรือทำวีซ่ากับทางนักเรียนหากดำเนินการสมัครเรียนผ่านเอเจนท์นั้น เพราะทางสถาบันจะเป็นคนจ่ายเงินให้เอเจนท์เอง นั่นก็คือแปลว่านักเรียนจะสมัครเองหรือหรือสมัครผ่านเอเจนท์ตามหลักการแล้วก็ควรชำระค่าเรียนเท่ากัน (หรือถูกกว่า) และการสมัครด้วยตัวเองจะปกติจะไม่ถูกกว่ากว่าสมัครผ่านตัวเเทนของสถาบันแน่นอน ดังนั้นถ้ามีบวกค่าดำเนินการสมัครวีซ่า หรือค่าสมัครเรียนขึ้นมาเกินกว่าค่าเรียน และค่าอื่นๆที่แจ้งมาในใบตอบรับ (Offer Letter) ก็ต้องสามารถให้เค้าระบุได้ว่ามีค่าอะไรบ้างครับ

3848609960?profile=original

6) หักเงินค่าดำเนินการหนักๆ ไม่มีนโยบายที่ชัดเจน ไม่มีการแจ้งล่วงหน้า


อย่างที่แจ้งไปเรื่องว่าเอเจนท์จะทำเรื่องให้นักเรียนโดยไม่ได้คิดค่าบริการสมัครเรียนและทำวีซ่าเพิ่ม หากสมัครผ่านเอเจนท์นั้นๆ แต่เอเจนท์จะได้รับค่าตอบแทนจากสถาบันโดยตรง นั่นก็คือถ้าวีซ่าผ่านก็จะได้ค่าตอบแทนนั้นๆกันไป แต่ถ้าวีซ่าไม่ผ่านก็จะไม่ได้อะไร ตรงนี้ทางเอเจนท์ควรจะมีแจ้งกับทางนักเรียนตั้งแต่แรกแล้วว่าถ้าวีซ่าไม่ผ่านจะได้อะไรคืนบ้าง จะถูกคิดเพิ่มเติมอะไรบ้าง ตรงนี้สำคัญนะครับ ถ้าไม่บอกก็คือต้องถามแต่แรกก่อนจ่ายเงิน ไม่ใช่พอวีซ่าไม่ผ่านแล้วค่อยมาคุยกัน

ในกรณีวีซ่าไม่ผ่านนี่ สถาบันจะคืนค่าเรียนให้ 100% (แล้วแต่กรณี แต่มักจะไม่ค่อยมีหักอะไร แต่ถ้าอยากจะมั่นใจว่ารร.ของตัวเองหักมั้ย ให้ลองดูใน Refund Policy ซึ่งจะอยู่ใน Offer Letter ครับ) และจะมีหักค่าธรรมเนียมต่างๆไปบ้าง ตรงนี้จริงๆทั้งนักเรียนและเอเจนท์จะต้องเข้าใจกันก่อนแล้วว่าจะมีค่าอะไรที่ได้คืน อะไรที่ไม่ได้คืน โดยทั่วไปจะเป็นแบบนี้ครับ

  • ค่าเรียน - คืน 100% ในกรณีวีซ่าไม่ผ่าน (หรือตาม policy แต่หักไม่เยอะ)
  • ค่าลงทะเบียน - แล้วแต่นโยบายของโรงเรียน
  • ค่าประกันสุขภาพ - คืน 100%
  • ค่าอุปกรณ์การเรียน - คืน 100%
  • ค่าวีซ่า - ใช้ไปแล้ว ไม่คืน
  • ค่าบริการของทางเอเจนท์ แล้วแต่ตกลงกัน ทั่วไปก็หลักพันถึงหมื่นต้นๆในกรณีวีซ่าไม่ผ่าน

ส่วนกรณีที่มีบางที่เค้าหักคอกันเลย 30% จากค่าใช้จ่ายทั้งหมดถ้าวีซ่าไม่ผ่านก็มี ตรงนี้เลยเน้นย้ำกันอีกทีว่าอยากให้ make sure ว่าจะมีค่าอะไรบ้างในกรณีไหน ไม่ใช่ไม่เคยรับรู้มาก่อนเลย และอยู่ๆมาหัก 30% ซึ่งโดยหลักการแล้วถามว่ารร. ว่าเอเจนท์ที่หักแบบนี้ได้มั้ยก็ได้ คือเค้าก็อยากให้คืนให้หมดตามนโยบาย แต่ถ้านักเรียนไปยินยอมรับคอนดิชันแบบนี้เองก็อาจจะทำให้เค้าทำอะไรได้ยากไปบ้าง ทั้งนี้ด้วยกติกาแล้วที่โรงเรียนคืนให้ และอยากให้เอเจนท์คืนให้ก็เพราะว่าถ้าวีซ่าผ่านถึงจะได้ค่าตอบแทน เอเจนท์ก็ต้องตั้งใจทำงานเต็มที่ ไม่ใช่ผ่านไม่ผ่านช่างมัน หักเงินเยอะอยู่แล้ว แบบนั้น

3848610004?profile=original

7) ไม่จดทะเบียนบริษัท หรือทะเบียนการค้า

ข้อนี้สั้นๆ คือแนะนำให้ติดต่อกับบริษัท หรือนิติบุคคลดีกว่า คือมีการจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย มีหลักแหล่งชัดเจน พูดง่ายๆคือดูเรื่องความน่าเชือถือเป็นหลัก ดูหลายๆอย่างครับ มี website มั้ย ใช้ free email มั้ย เป็นบุคคล หรือ เป็นนิติบุคคล มีประสบการณ์ในประเทศนั้น และอื่นๆไม่ได้บอกว่าเป็นบ.แล้วจะปลอดภัย 100% แต่อย่างน้อยก็ยังตามตัวกันได้ครับ

3848609887?profile=original

8) ไม่มีประสบการณ์ ความรู้ เกี่ยวกับประเทศนั้น


การไปอยู่ต่างประเทศเป็นระยะเวลายาวๆเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งในชีวิตเลยนะครับ ใครที่ไม่เคยไปมาก่อนครั้งแรกๆ ถ้าไม่หาข้อมูลมาเยอะมากๆจริงๆก็อยากให้ได้คุยกับคนที่ได้มีประสบการณ์จริงๆ เข้าใจว่าการใช้ชีวิตต่างแดนเป็นยังไง รู้จักสถาบัน รู้จักเมืองนั้นๆ ก็จะช่วยให้คำแนะนำได้หลากหลายครับ เคยเจอเคสที่โดนหลอกมา แล้วบอกว่าตัวเองก็ไม่เคยไปเหมือนกัน แต่อ้างว่าส่งคนไปได้ มีโควต้าให้ไปทำงาน มีรูปถ่ายคนที่ไปแล้วยืนยัน จ่ายเงินมาได้ไปเลย แต่ถามอะไรไปตอบไม่ได้เลย แบบนี้ไม่น่าจะโอเคครับ

3848610058?profile=original

9) ขายฝัน ให้ไปทำงานขุดทองด้วยวีซ่าผิดประเภท

ในออสเตรเลียเอง วีซ่าแบบไม่ถาวรที่ทำงานได้ด้วยจะมี Student Visa ทำงานได้ 40 ชั่วโมงต่อ 2 สัปดาห์ Work and Holiday Visa ทำงานได้ 6 เดือนต่อ 1 นายจ้าง (จริงๆมีวีซ่าทำงานด้วย แต่ต้องได้งานแล้ว เป็นงานที่รัฐบาลต้องการ มีผลภาษาที่รัฐกำหนด ดังนั้นก็ค่อนข้างยาก) ส่วนวีซ่าท่องเที่ยวทำงานไม่ได้ตามกม.ครับ ดังนั้นถ้าบอกว่ามาทำงานด้วยวีซ่าท่องเที่ยวก็ให้ระวังไว้ให้ดีครับ

ปล. บทสรุปคือถ้าเลือกเอเจนท์ได้ดี นี่ชีวิตง่ายขึ้นเยอะเลยนะครับ และไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มด้วย แต่เอเจนท์หลอกลวงนี่เข้าข่าย Human trafficking ด้วย ไม่โอเคเลย (ในกรณีหลอกไปทำงาน) เลยอยากทำสรุปมาให้อ่านกันครับ ประเด็นคือนักเรียนเองต้องมีความรู้ด้วยเหมือนกัน เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ควรต้องทราบไว้ทั้งหมดครับ

Read more…

อันนี้ถือเป็นข่าวดีมากๆในรอบหลายปีเลยสำหรับน้องๆWAH ครับ
ก่อนวันที่1 July 2016 ถ้าผู้ถือ WAH ไม่ติดคอนดิชันNo Further Stay สามารถต่อวีซ่าอื่นๆในออสเตรเลียได้แต่ไม่สามารถต่อวีซ่านักเรียนได้

(วีซ่าอื่นๆเช่นวีซ่าPartner (ซึ่งต้องมีแฟนหรือวีซ่าทำงาน(ซึ่งต้องมีนายจ้างsponsor))

สำหรับน้องๆที่อยู่ออสเตรเลียมาระยหนึ่งแล้วจะเข้าใจเลยว่าถ้าเราสามารถต่อวีซ่าในออสเตรเลียได้เลยจะทำให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มาก รวมถึงจะลดความไม่แน่นอนในหลายๆด้านด้วย

เพราะถ้าต้องกลับไทยก็จะมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเยอะไม่ว่าจะเป็นค่าตั๋วค่าบ้านที่ต้องจ่ายทิ้งไปเพราะเราไม่อยู่(หรืออาจต้องกลับมาหาบ้านอยู่ใหม่หลังกลับจากไทย), ต้องคุยกับนายจ้างไว้กรณีที่ทำงานว่าจะรอเราได้มั้ยหรือต้องกลับมาหางานใหม่กันเลย


หลัง1 July 2016 ระบบสำหรับยื่นวีซ่านักเรียนได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ตั้งแต่เรื่องระดับความเสี่ยงของรรระบบการยื่นวีซ่าออนไลน์และรวมถึงการสมัครวีซ่านักเรียนในออสเตรเลียหลังหมดวีซ่าWAHได้ครับ

ซึ่งตรงนี้ดูได้จากหน้าวีซ่านักเรียนที่จะบอกว่ามีวีซ่าไหนที่ต่อวีซ่านักเรียนในออสเตรเลียไม่ได้บ้าง

 

ก็คือเราจะต้องไม่ถือวีซ่าsubclass ที่กำหนดไว้ก็จะสามารถต่อวีซ่านักเรียนในออสเตรเลียหลังหมดWAH ได้ครับ

ตรงนี้ผมเองได้ลองเช็คกับmigration agent ที่เป็นpartner กันหลายๆที่ก็ให้คำตอบตรงกันว่าไม่มีปัญหาเช่นกัน

ทั้งนี้ตอนนี้ยังไม่มีเคสที่ยื่นแล้ว มีกำลังเตรียมเอกสารเตรียมยื่นอยู่ครับ ดังนั้นภาพรวมคือจากเวปอิมมิเกรชันตรวจสอบแล้ว จากนักกฎหมายตรวจสอบแล้ว ตอนนี้ก็เตรียมยื่นจริงกันครับ

ดังนั้นตอนนี้น้องๆ WAH ที่อยู่ในออสเตรเลีย สามารถติดต่อพี่และทีมงานได้เลย ตามรายละเอียดด้านล่างเพื่อสอบถามข้อมูลเบื้องต้น หรือนัดหมายเข้ามาคุยกันครับ

Beyond Study Melbourne

Address : ชั้น13 เลขที่ 200 Queen St. Melbourne VIC 3000 

โทร : นัดหมายและสอบถามได้ที่ 0386486594 

Email ติดต่อ: melbourne@beyondstudycenter.com
LINE ID : @beyondstudy (มี @ด้วยครับ)

 

Beyond Study Sydney

Address : ขั้นเลขที่223/368 Sussex St. Sydney NSW 2000 
โทร : นัดหมายและสอบถามได้ที่ 0434843449

 Email ติดต่อ: sydney@beyondstudycenter.com

LINE ID :@beyondstudy
 ------------------------------------------------------------------------------------------

สำหรับน้องๆที่อยากให้แนะนำเบื้องต้นส่งรายละเอียดรร.ให้ทางอีเมลล์ก่อนสามารถกรอกฟอร์มด้านล่างได้เลยครับ

https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLScyb_Y8RFvCayR01hXUjFov-r_5zO1W60BxEENpV_LP6GJzPA/viewform

Read more…

เคยสงสัยมั้ยครับว่าเราต้องยื่นภาษี(Lodge tax return) ในออสเตรเลียหรือไม่ถ้าเรามีรายได้ไม่เกิน $18,200 ต่อปีจากการทำงานเป็นลูกจ้างและนายจ้างไม่ได้หักภาษีไว้ คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องยื่นภาษีแบบเต็มเหมือนบุคคลทั่วไปครับ แต่ว่าเรามีหน้าที่ที่จะต้องแจ้งให้ทาง Australian taxation office (ATO) ทราบว่าเราไม่จำเป็นต้องยื่นภาษีในปีนั้นๆ โดยต้องยื่น Non-Lodgement advice ฟอร์มไปยัง ATO ภายใน 31 ตุลาคมของปีภาษีนั้น

วิธีการกรอกแบบฟอร์ม Non-Lodgement advice 2016- สำหรับผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน $18,200 และไม่โดนหักภาษีไว้

tumblr_n8q3mmC3vb1tubinno1_1280.jpg

เคยสงสัยมั้ยครับว่าเราต้องยื่นภาษี(Lodge tax return) ในออสเตรเลียหรือไม่ถ้าเรามีรายได้ไม่เกิน $18,200 ต่อปีจากการทำงานเป็นลูกจ้างและนายจ้างไม่ได้หักภาษีไว้ คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องยื่นภาษีแบบเต็มเหมือนบุคคลทั่วไปครับ แต่ว่าเรามีหน้าที่ที่จะต้องแจ้งให้ทาง Australian taxation office (ATO) ทราบว่าเราไม่จำเป็นต้องยื่นภาษีในปีนั้นๆ โดยต้องยื่น Non-Lodgement advice ฟอร์มไปยัง ATO ภายใน 31 ตุลาคมของปีภาษีนั้น

บทความนี้ผมจะเขียนอธิบายการยื่น Non-Lodgement advice 2016 โดยใช้ฟอร์มของทาง ATO ครับ แต่ถ้าท่านมี MyGov account ก็สามารถยื่นแบบฟอร์มออนไลน์ได้เลยครับ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถทำได้แต่ผมจะไม่เขียนอธิบายละเอียดไว้ในบท ความนี้ครับ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ท่านจะมีรายได้ไม่เกิน $18,200 ต่อปีจากการทำงานเป็นลูกจ้างและนายจ้างไม่ได้หักภาษีไว้ ท่านอาจจะต้องยื่นภาษีแบบเต็มก็เป็นได้ อย่างเช่น มีรายได้จากการทำธุรกิจผ่าน ABN หรือมีรายได้จากหุ้น (ที่มี Franking credit)

สำหรับข้อมูลทั้งหมดถ้าท่านสงสัยว่าจะต้องยื่นภาษีแบบเต็มหรือไม่ สามารถอ่านบทความ “Do I need to lodge Tax return? เราต้องยื่นภาษีหรือเปล่านะ?” ที่ผมเขียนไว้ก่อนหน้านี้ได้ครับ

หน้าตาของ Non-Lodgement advice ปี 2016 ก็ดูตามรูปข้างล่างได้เลยครับ เป็นเอกสารหน้าเดียวและไม่มีอะไรซับซ้อนเหมือนการยื่นภาษีแบบเต็ม

3848609771?profile=original

การกรอกข้อมูลลงในแบบฟอร์มนั้นต้องเขียนด้วยปากกาดำ หรือปากกาน้ำเงินเท่านั้นนะครับ และตัวอักษรต้องเป็นตัวใหญ่ทั้งหมด (BLOCK LETTER)

ในส่วนที่ 1-4 ก็ให้ใส่ข้อมูลทั่วไปของเรา เช่น
Your tax file number (TFN)
Your date of birth
Your name
Your postal address (ที่อยู่ที่จะให้ส่งไปรษณีย์)

ในส่วนถัดมา Have you changed your postal address since your last tax return?
ถ้าท่านเปลี่ยนที่อยู่หลังจากยื่นภาษีกับทาง ATO ครั้งล่าสุด ให้กากบาท YES แล้วใส่ข้อมูลที่อยู่เก่าลงไปครับ
แต่ถ้าที่อยู่เหมือนเดิมให้กากบาท NO

3848609739?profile=originalนส่วนถัดมาให้ใส่เบอร์โทรติดต่อของท่านลงไปครับ

หลังจากนั้นจะเป็นช่องให้ใส่เหตุผลว่าทำไมท่านจึงไม่จำเป็นต้องยื่นภาษีแบบเต็มในปี 2016
ให้กากบาทข้างหน้าช่อง
I will not have to lodge a tax return for 2016 because none of the reasons listed in the Individual tax return instructions 2016 apply

หลังจากนั้นก็ให้เขียนเหตุผลว่า “INCOME RECEIVED THIS YEAR IS BELOW THE TAX-FREE THRESHOLD”

3848609835?profile=original

ในส่วนสุดท้ายก็เซ็นต์เอกสารพร้อมกับลงวันที่ที่เซ็นต์ครับ เป็นอันจบขั้นตอนของการกรอกแบบฟอร์ม Non-Lodgement advice 2016

ท่านสามารถดาวน์โหลดเอกสาร Non-Lodgement advice 2016 ฟอร์มได้ตามลิงค์ข้างล่างครับ
https://www.ato.gov.au/uploadedFiles/Content/MEI/downloads/Non-lodgment-advice-2016.pdf

หลังจากกรอกทุกอย่างเสร็จแล้วให้ส่งแบบฟอร์มไปยังที่อยู่ข้างล่างครับ
AUSTRALIAN TAXATION OFFICE
GPO BOX 9845
IN YOUR CAPITAL CITY

ข้อคววรระวัง : ห้ามเปลี่ยน IN YOUR CAPITAL CITY เป็นชื่อเมืองที่ท่านอาศัยอยู่นะครับ เช่น Melbourne or Sydney
ทาง AUSTRALIAN TAXATION OFFICE มีข้อตกลงกับ Australian Post ไว้แล้ว โดยทาง Australian Post จะจัดส่งเอกสารไปยังสำนักงานภาษีในรัฐที่ท่านอาศัยอยู่เอง

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับหลายๆท่านที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลียนะครับ

ถ้าเห็นว่าบทความมีประโยชน์ กรุณาช่วยกดไลค์เพจ Austaxboy ด้วยครับ   หากสนใจอ่านบทความอื่นๆ ติดตามได้ทาง

www.austaxboy.com

www.facebook.com/austaxboy

Wasu Sooksomsod CPA

Read more…

3848609585?profile=original

3848609763?profile=originalทำไมเราต้องเสียภาษี

ภาษีคือเงินที่บุคคลทั่วไปที่ทำงาน, ธุรกิจร้านค้า, ผู้ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล และผู้ที่มีรายได้จากการลงทุน ทำการจ่ายให้กับรัฐบาลออสเตรเลีย เงินนี้จะถูกเก็บไว้เพื่อจะนำไปจ่ายช่วยเหลือในเรื่องต่างๆดังต่อไปนี้

- เรื่องสุขภาพ
- เรืองการศึกษา
- เรื่องการป้องกันประเทศ
- เรื่องการสร้างถนนและรางรถไฟ
- เรื่องความปลอดภัยของสังคมและเงินที่ประชาชนได้รับจาก Centrelink (หน่วยงานของรัฐบาลที่มีหน้าที่จ่ายเงินช่วยเหลือต่างๆให้กับประชาชนในออสเตรเลีย)

3848609810?profile=originalเราจะเสียภาษีเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับว่า


รายได้ใน “ปีภาษี” ของเรามีเท่าไหร่ (ปีภาษีจะนับตั้งแต่ วันที่ 1 กรกฎาคม ของปีที่ผ่านมา จนถึง 30 มิถุนายนของปีถัดไป)

- เราเป็นผู้อยู่อาศัยตามความหมายในทางกฎหมายหรือไม่ (ต้องอยู่ออสเตรเลียอย่างถาวร หรือ เป็นนักเรียนต่างชาติ และ มาอยู่อาศัยมากกว่า 6 เดือน ส่วนใหญ่ทำงานและอยู่อาศัยที่เดิม)
- เรามีหมายเลขผู้เสียภาษี (Tax File Number หรือ TFN) หรือไม่


เยี่ยมชม website ของเราได้ที่ www.hifivetaxservice.com

กด Like เพื่อติดตามข่าวสารต่างๆของเราได้ที่ https://www.facebook.com/hifivetaxservice

Read more…

สวัสดีครับ บทความนี้เป็นตอนที่ 2 ของบทความ Business start-up- the series โดยบทความนี้ผมจะอธิบายเรื่องโครงสร้างทางธุรกิจแบบ Company และ Trust ซึ่งเป็นโครงสร้างทางธุรกิจในออสเตรเลียที่ค่อนข้างซับซ้อนกว่าโครงสร้าง 2 แบบแรกที่ได้กล่าวไว้ในบทความตอนแรกครับ

Business start-up- the series – อยากทำธุรกิจที่ออสเตรเลีย เริ่มต้นยังไงดี? ตอนที่ 2 Company & Trust

tumblr_ndyvqwykza1tubinno1_1280.jpg

3. Trust

โครงสร้างประเภทนี้เป็นโครงสร้างที่เป็นที่นิยมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะการทำธุรกิจผ่านโครงสร้าง Trust นั้น ท่านสามารถปันผลกำไรจากการทำธุรกิจไปยังผู้รับผลประโยชน์ (Beneficiaries) ในสัดส่วนเท่าใดก็ได้ในแต่ละปี ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางด้านภาษีของแต่ละบุคคลในครอบครัวหรือผู้รับผล ประโยชน์ใน Trustนั้น โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสัดส่วนเดียวตลอดทุกปีเหมือนโครงสร้างแบบ Partnership

นักบัญชีจะเป็นผู้วางแผนว่าจะปันผลเงินกำไรไปยังผู้รับผลประโยชน์คนละ จำนวนเท่าไหร่ เพื่อที่จะทำให้จ่ายภาษีโดยรวมน้อยที่สุด โครงสร้างแบบนี้มีความยืดหยุ่นค่อนข้างมากและเป็นที่นิยมสำหรับธุรกิจขนาด เล็กและธุรกิจครอบครัว เพราะสมาชิกครอบครัวแต่ละคนสามารถเป็นผู้รับผลประโยชน์ (Beneficiaries)และรับเงินปันผลจากผลประกอบการของ Trust ได้ในจำนวนที่ไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับว่า ใครในครอบครัวมีรายได้จากแหล่งอื่นมากหรือน้อยและใครควรที่จะได้รับเงินปัน ผลกำไรจากการทำธุรกิจมากที่สุด โดยท้ายที่สุดแล้วจากการวางแผนของนักบัญชีเวลายื่นภาษีในแต่ละปี ภาษีที่ท่านจะต้องจ่ายของทั้งครอบครัวจะลดลงมากจากกลยุทธ์ที่ได้วางแผนไว้ ภายใต้กรอบของกฏหมายด้านภาษี ไม่ใช่การเลี่ยงภาษีหรือการหลบภาษีแบบผิดกฏหมาย

Trust มีหลายประเภท แต่ประเภทที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดและเป็นประเภทที่ธุรกิจขนาดเล็กถึงกลางนิยม เลือกใช้คือ Discretionary trust โดยโครงสร้างประเภทนี้ค่อนข้างซับซ้อน และมีคำศัพท์และกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องหลายคน ผมจะอธิบายเป็นข้อๆ เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจตามข้างล่างครับ

– Trustee เป็นผู้ดูแลและถือครองสินทรัพท์ของ Trust รับผิดชอบการดำเนินธุรกิจ และธุรกรรมต่างๆของธุรกิจในนามของผู้รับผลประโยชน์ Trustee จะมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการกำหนดเงินปันผลกำไรสำหรับผู้รับผลประโยชน์ (Beneficiaries) ในแต่ละปีภาษี Trustee มีสองประเภท ประเภทแรก คือ Individual Trustee -Trustee ประเภทนี้เป็นบุคคลธรรมดา ถือครองทรัพย์สินของ Trust ในชื่อส่วนตัว ดังนั้นหากเกิดการล้มละล้าย หรือ ขาดทุนทางธุรกิจ เจ้าหนี้สามารถเรียกร้องค่าชดเชยจากสินทรัพย์ส่วนตัวได้

และประเภทที่สอง คือ Company Trustee- Trustee ประเภทนี้เป็นบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลทางกฏหมาย มีอำนาจในการทำธุรกรรมต่างๆในชื่อของบริษัทและ ถือครองทรัพย์สินของ Trust ในชื่อของบริษัท ดังนั้นหากเกิดการล้มละล้าย หรือ ขาดทุนทางธุรกิจ เจ้าหนี้จะสามารถเรียกร้องค่าชดเชยได้จากสินทรัพย์ของบริษัทเท่านั้น มีข้อยกเว้นในบางกรณีซึ่งผมจะอธิบายในบทความส่วนต่อไป

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับโครงสร้างนี้ คือ ผู้ที่เป็น Trustee และผู้รับผลประโยชน์ (Beneficiaries) สามารถเป็นบุคคลคนเดียวกันหรือบริษัทเดียวกันได้ Trustee จะต้องถูกระบุไว้ในเอกสารจัดตั้ง (Deed) อย่างชัดเจนเพราะถือว่าจะต้องทำธุรกรรมต่างๆทางกฏหมายและเป็นผู้ถือ สินทรัพย์ในนามของ ผู้รับผลประโยชน์ (Beneficiaries)

-Trust Deed เป็นเอกสารการจัดตั้ง Trust ที่ระบุข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับ Trust ระบุว่าผู้ที่เป็น Trustee และผู้รับผลประโยชน์ (Beneficiaries) คือใคร

– ผู้รับผลประโยชน์ (Beneficiaries) คือกลุ่มบุคคล บริษัท หรือ Trust ที่มีสิทธิ์ในเงินปันผลกำไรหรือทรัพย์สินของการดำเนินธุรกิจของ Trust โดยผู้รับผลประโยชน์นี้จะไม่มีอำนาจตัดสินใจว่าตนควรจะได้เงินปันผลกำไรเท่า ไหร่ และไม่จำเป็นต้องได้รับเงินปันผลกำไรเสมอไป เพราะคนที่มีอำนาจตัดสินใจเบ็ดเสร็จในเรื่องเหล่านี้ คือ Trustee

โครงสร้างแบบ Trust นั้นจะดำเนินธุรกิจภายใต้ Tax file number และ Australian Business Number (ABN) ของ Trust เอง เมื่อถึงปลายปีภาษีจะต้องยื่น Tax return ของ Trust แยกต่างหากด้วย

ถึงแม้ว่า Trust จะต้องยื่นภาษีปลายปีแต่ Trust เองจะไม่เสียภาษีภายใต้ Tax file number ของตัวเอง กำไรสุทธิจากการทำธุรกิจตลอดทั้งปี ท้ายที่สุดแล้วจะต้องกระจายไปยังผู้รับผลประโยชน์ (Beneficiaries) ถ้าผู้รับผลประโยชน์เป็นบุคคล รายได้จากการปันผลกำไรจาก Trust จะถูกนำไปรวมกับรายได้อื่นๆ และเสียภาษีส่วนบุคคลในอัตราก้าวหน้า แต่ถ้าผู้รับผลประโยชน์เป็นบริษัท รายได้จากการปันผลกำไรจาก Trust จะถูกนำไปคำนวณภาษีในอัตรา 30% สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ และ 28.5% สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก(ยอดขายน้อยกว่า 2 ล้าน)

ส่วนในกรณีที่ธุรกิจเกิดการขาดทุน Trust สามารถเก็บยอดขาดทุนสุทธิไว้ใช้ลดกำไรสุทธิในปีต่อๆไปได้ ซึ่งจะทำให้ยอดกำไรสุทธิในปีต่อๆไปลดลง และผู้รับผลประโยชน์ก็เสียภาษีน้อยลงด้วย อย่างไรก็ตาม Trust จะไม่สามารถกระจายยอดขาดทุนไปยังผู้รับผลประโยชน์ในปีที่เกิดการขาดทุนได้

ส่วนค่าใช้จ่ายในการจัดตั้ง Trust จะขึ้นอยู่กับว่าท่านจะเลือกจัดตั้งแบบ Individual Trustee หรือ Company trustee
โดยถ้าเป็นแบบ Individual Trustee ค่าจัดตั้งจะอยู่ที่ประมาณ 600-1,500 ดอลลาร์ ซึ่งราคานี้รวมเอกสารจัดตั้ง (Trust Deed) คำปรึกษาจากนักบัญชี การจดทะเบียน Tax file number, Australian Business Number (ABN) และการจดทะเบียนภาษีประเภทต่างๆ นอกจากนั้นแล้วยังมีค่าใช้จ่าย Stamp Duty ที่จะต้องจ่ายเพิ่มเติมให้กับแต่ละรัฐในอัตราที่แตกต่างกันด้วย ($200 ในรัฐ Victoria $500 ในรัฐ NSW)

หากต้องการจัดตั้ง Trust แบบ Company trustee จะมีรายจ่ายในการจัดตั้งและจดทะเบียนบริษัทเพิ่มเติมนอกเหนือจากราคาจัดตั้ง Trust ที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ ราคาจัดตั้งและจดทะเบียนบริษัทจะตกอยู่ประมาณ 800-1,500 ดอลลาร์

สำหรับค่าดำเนินการทางบัญชีและภาษีหลังจากสิ้นสุดปีภาษีแล้วจะตกอยู่ ประมาณ 500 – 1,000 ดอลลาร์ สำหรับ Trust แบบ Individual Trustee และประมาณ 800 – 2,000 ดอลลาร์ สำหรับ Trust แบบ Company trustee เนื่องจาก Trust แบบหลังนี้จะมีข้อกำหนดในการจัดทำงบการเงินประเภทต่างๆด้วย ดังนั้นค่าใช้จ่ายในด้านภาษีสำหรับ Trust แบบ Company trustee จึงมีราคาสูงกว่าแบบแรกอยู่พอสมควร และราคาที่กล่าวถึงนี้ไม่รวมค่าใช้จ่ายในการยื่น Individual Tax return ของ ผู้รับผลประโยชน์ (Beneficiaries) แต่ละคน

การทำธุรกิจผ่านโครงสร้างแบบ Trust ท่านสามารถจ่ายค่าจ้างให้กับพนักงาน หรือผู้รับผลประโยชน์ได้ตามปกติ และค่าใช้จ่ายตรงนี้ก็สามารถใช้เป็นค่าลดหย่อนทางธุรกิจได้ แต่เมื่อจ่ายค่าจ้างให้กับพนักงานแล้ว ทางธุรกิจมีภาระที่จะต้องจ่ายเงิน Super ในอัตรา 9.5% ของรายได้ และอาจจะมีภาระในส่วนของเบี้ยประกัน Work cover (ความปลอดภัยในที่ทำงาน)ที่อาจจะเพิ่มขึ้นด้วย หรือในกรณีที่ธุรกิจเลือกปันผลเงินกำไรให้กับผู้รับผลประโยชน์ (Beneficiaries)แทนการจ่ายค่าจ้างก็สามารถทำได้ เงินปันผลส่วนนี้ไม่สามารถนำไปเป็นค่าลดหย่อนทางธุรกิจได้ แต่ข้อดีคือ ไม่มีภาระที่จะต้องจ่ายเงิน Super หรือเบี้ยประกัน Work cover ที่อาจจะเพิ่มขึ้น

4. Company


เป็นโครงสร้างทางธุรกิจแบบสุดท้ายที่จะกล่าวถึงในบทความนี้ โครงสร้างแบบบริษัทนั้นมีจุดที่น่าสนใจอยู่หลายข้อด้วยกัน ผมได้สรุปลักษณะที่น่าสนใจไว้เป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้ครับ


– บริษัทถือเป็น Separate Legal Entity หรือนิติบุคคลในทางกฏหมายและถือว่าแบ่งแยกจากเจ้าของ(ผู้ถือหุ้น)อย่าง ชัดเจน การทำธุรกรรมทางธุรกิจต่างๆจะทำภายใต้ชื่อบริษัท และบริษัทเป็นเจ้าของทรัพย์สินของธุรกิจทั้งหมด ดังนั้นหากเกิดการล้มละล้าย หรือ ขาดทุนทางธุรกิจ เจ้าหนี้จะสามารถเรียกร้องค่าชดเชยได้จากสินทรัพย์ของบริษัทเท่านั้น ไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากทรัพย์สินส่วนตัวของผู้ถือหุ้นได้

อย่างไรก็ตามหากบริษัทดำเนินธุรกิจด้วยความไม่ซื่อสัตย์และส่อทุจริต โดยอาจจะก่อความเสียหายทางการเงินให้กับธุรกิจอื่นๆหรือเจ้าหนี้ และบริษัทเองไม่มีสินทรัพย์มากพอที่จะจ่ายค่าเสียหาย ทางผู้เสียหายสามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากทรัพย์สินส่วนตัวของกรรมการผู้ จัดการ (Director) ได้ เนื่องจาก Director มีภาระหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัตตามกฏหมายอย่างเคร่งครัด (Director responsibilities) หากฝ่าฝืนจะมีบทลงโทษค่อนข้างรุนแรง และถูกฟ้องร้องจากผู้เสียหายได้

– Directors เป็นผู้ตัดสินใจและบริหารงานประจำวันในบริษัทในนามของผู้ถือหุ้นซึ่งเป็น เจ้าของบริษัทตัวจริง โดยส่วนใหญ่แล้วสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก หรือ ธุรกิจครอบครัว ผู้ที่เป็นเจ้าของ(ผู้ถือหุ้น)ก็จะเป็นกรรมการผู้จัดการ(Director)ด้วย เพราะนอกจากจะเป็นเจ้าของบริษัทแล้ว ยังมีอำนาจตัดสินใจในทางธุรกิจและบริหารงานทางธุรกิจอีกด้วย

– บริษัทในออสเตรเลียจ่ายภาษีแบบคงที่ที่ 30% ของรายได้หลังหักค่าลดหย่อนทางธุรกิจแล้ว สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่มียอดขายต่อปีน้อยกว่า 2 ล้านดอลลาร์จะจ่ายภาษีในอัตรา 28.5% บริษัทในออสเตรเลียจะดำเนินธุรกิจภายใต้ Tax file number และ Australian Business Number (ABN) ของตัวเอง เมื่อถึงปลายปีภาษีจะต้องยื่น Tax return และเสียภาษีอัตราคงที่ดังที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ นอกจากนั้นแล้วทางบริษัทจะต้องมีการเก็บข้อมูลทางการเงินไว้เป็นอย่างดี และมีหน้าที่ในการจัดทำงบการเงินในทุกๆปีด้วย ข้อกำหนดเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเนื่องจากโครง สร้างแบบบริษัทมีกฏหมายและข้อกำหนดควบคุมหลายตัว และมีบทลงโทษที่รุนแรงหากไม่ปฏิบัติตาม

– บริษัทสามารถจ่ายค่าจ้างให้กับพนักงาน Director หรือผู้ถือหุ้นได้ และสามารถนำค่าใช้จ่ายส่วนนี้เป็นค่าลดหย่อนทางธุรกิจได้ อย่างไรก็ตามเงินปันผลสำหรับผู้ถือหุ้นนั้นไม่สามารถนำไปลดหย่อนเป็นค่าใช้ จ่ายทางธุรกิจได้

-การเปลี่ยนเจ้าของ(ผู้ถือหุ้น)และขายธุรกิจสำหรับโครงสร้างแบบบริษัท ค่อนข้างยืดหยุ่นกว่าโครงสร้างแบบอื่น โดยเมื่อเปลี่ยนเจ้าของแล้วทางบริษัทก็ยังสามารถใช้ชื่อเดิม ใช้ Tax file number และ Australian Business Number (ABN) อันเดิมได้ รวมไปถึงภาษีประเภทต่างๆที่จดทะเบียนไปก่อนหน้าที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของ ผู้ถือหุ้นอีกด้วย

ค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งบริษัทจะตกอยู่ที่ประมาณ 800-1,500 ดอลลาร์ ซึ่งราคานี้รวมเอกสารจัดตั้ง ค่าธรรมเนียมการจัดตั้งบริษัทของ Australian Securities and Investments Commission(ASIC) คำปรึกษาจากนักบัญชี การจดทะเบียน Tax file number, Australian Business Number (ABN) และการจดทะเบียนภาษีประเภทต่างๆ นอกจากค่าจัดตั้งแล้วในแต่ละปีบริษัทจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมบริษัทให้ ASIC โดยค่าธรรมเนียมในปัจจุบันอยู่ที่ 243 ดอลลาร์และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี

สำหรับค่าดำเนินการทางบัญชีและภาษีหลังจากสิ้นสุดปีภาษีแล้วจะตกอยู่ ประมาณ 1,000 – 2,500 ดอลลาร์ขึ้นอยู่กับขนาดของบริษัท ราคาที่กล่าวถึงเป็นราคาในการจัดทำงบการเงินและยื่นภาษีกับทางกรมสรรพากรให้ กับธุรกิจขนาดเล็ก จะเห็นได้ว่ารายจ่ายทางด้านบัญชีและภาษีมีราคาสูงกว่าโครงสร้างแบบอื่นอยู่ มาก เนื่องด้วยบริษัทมีข้อกำหนดและกฏหมายควบคุมหลายข้อ และต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

การทำธุรกิจผ่านโครงสร้างแบบบริษัทท่านสามารถจ่ายค่าจ้างให้กับพนักงาน หรือตัวท่านเองได้ และค่าใช้จ่ายตรงนี้ก็สามารถใช้เป็นค่าลดหย่อนทางธุรกิจได้เช่นกัน แต่เมื่อจ่ายค่าจ้างให้กับพนักงานหรือตัวท่านเองแล้ว ทางบริษัทจะมีภาระที่จะต้องจ่ายเงิน Super ในอัตรา 9.5% ของรายได้ และอาจจะมีภาระในส่วนของเบี้ยประกัน Work cover (ความปลอดภัยในที่ทำงาน)ที่อาจจะเพิ่มขึ้นด้วย หรือในกรณีที่บริษัทเลือกจ่ายเงินปันผลกำไรให้กับผู้ถือหุ้นแทนค่าจ้าง ก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่เงินปันผลส่วนนี้ไม่สามารถนำไปเป็นค่าลดหย่อนทางธุรกิจได้ แต่ข้อดีคือ ไม่มีภาระที่จะต้องจ่ายเงิน Super หรือเบี้ยประกัน Work cover ที่อาจจะเพิ่มขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของโครงสร้างแบบบริษัทคือ ท่านไม่สามารถนำเงินบริษัทไปใช้ส่วนตัวได้ หรือถ้านำไปใช้ส่วนตัวจะต้องมีการจ่ายเงินคืนบริษัทก่อนสิ้นปีภาษี หรือถือว่าเป็นการจ่ายเงินค่าจ้าง หรือในอีกกรณีหนึ่งท่านสามารถทำสัญญากับทางบริษัทเพื่อนทำข้อตกลงในการกู้ ยืมและจ่ายเงินคืนบริษัทพร้อมดอกเบี้ยทุกปี ภายในระยะเวลา 7 ปี (Division 7A Loan)

จากบทความตอนแรกและตอนที่สอง ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้อ่านคงมีความรู้เรื่องโครงสร้างทางธุรกิจใน ออสเตรเลียเพิ่มขึ้น และสามารถคิดวิเคราะห็ได้ว่าโครงสร้างทางธุรกิจแบบใดเหมาะสมกับตัวท่านมาก ที่สุดเมื่อพิจารณาข้อดีและข้อเสียของโครงสร้างแต่ละแบบแล้ว อย่างไรก็ตามก่อนที่ท่านจะเริ่มต้นทำธุรกิจและจัดตั้งธุรกิจ ท่านควรปรึกษานักบัญชีเพื่อวางแผนกลยุทธ์ทางด้านบัญชีและภาษีเสียก่อน กระบวนการนี้ถือว่าสำคัญมากต่ออนาคตของธุรกิจ หากไม่มีการวางแผนที่ดีพอหรือเลือกโครงสร้างทางธุรกิจที่ไม่เหมาะสมกับตัว ท่านหรือสถานการณ์ครอบครัว ท่านอาจจะเสียภาษีในอัตราที่มากกว่าความจำเป็น หรือมีรายจ่ายด้านบัญชี ภาษี หรือรายจ่ายอื่นๆที่มากกว่าความจำเป็นก็เป็นได้

นอกจากนั้นแล้วการพูดคุยกับนักบัญชีโดยตรง ท่านยังมีโอกาสได้ซักถามข้อมูลและข้อสงสัยในประเด็นอื่นๆกับทางนักบัญชีได้ ด้วย ถ้าเทียบรายจ่ายในส่วนที่จะต้องจ่ายให้กับนักบัญชีกับความผิดพลาดที่อาจจะ เกิดขึ้นในอนาคตหรือภาษีที่อาจจะต้องจ่ายมากกว่าความจำเป็นแล้ว จากประสบการณ์ตรงของผมเองถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและไม่เสียเปล่า

ในตอนต่อไปของบทความ Business start-up- the series จะเป็นตอนที่ 3 ผมจะอธิบายเรื่องภาระที่จะต้องจดทะเบียนภาษีประเภทต่างๆ ตามที่กฏหมายกำหนดและรายละเอียดของภาษีแต่ละประเภท ติดตามได้ที่นี่เร็วๆนี้ครับ

ถ้าเห็นว่าบทความมีประโยชน์ กรุณาช่วยกดไลค์เพจ Austaxboy ด้วยครับ   หากสนใจอ่านบทความอื่นๆ ติดตามได้ทาง

www.austaxboy.com

www.facebook.com/austaxboy

Read more…

การเริ่มต้นทำธุรกิจในออสเตรเลียนั้น การมีไอเดียดีๆเพียงอย่างเดียวนั้นคงจะไม่เพียงพอในการเริ่มต้นธุรกิจที่นี่ คุณต้องเข้าใจระบบภาษี โครงสร้างทางธุรกิจ(Business structure)ที่เหมาะสมกับตัวคุณเองและสถานะการณ์ส่วนตัว ณ.ขณะนั้น ต้องทราบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับรายจ่ายในการจัดตั้งธุรกิจและค่าใช้จ่าย ทางด้านบัญชีและภาษีของโครงสร้างธุรกิจแต่ละประเภท รวมไปถึงภาระในการจ่ายภาษี และการจดทะเบียนภาษีในแต่ละประเภทตามข้อกำหนดของกรมสรรพากรออสเตรเลีย (Australian taxation office).

Business start-up- the series - อยากทำธุรกิจที่ออสเตรเลีย เริ่มต้นยังไงดี? ตอนที่ 1 Sole Trader & Partnership

blank-792125.jpg?width=500

การเริ่มต้นธุรกิจดูเหมือนอาจจะเป็นเรื่องไม่ยากสำหรับบางคน แต่ถ้าไม่มีการวางแผนที่ดี ไม่มีความรู้ด้านภาษีหรือ โครงสร้างทางธุรกิจที่เพียงพอ ไม่ทราบข้อกำหนดที่จะต้องดำเนินการจดทะเบียนภาษีประเภทต่างๆตามข้อกำหนดทาง กฏหมายแล้ว อาจจะเป็นจุดหักเหที่สำคัญที่ทำให้ธุรกิจประสบความล้มเหลวก็เป็นได้ ดังนั้นการได้รับคำแนะนำจากนักบัญชีที่มีความรู้ก่อนเริ่มต้นทำธุรกิจนั้น จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลให้ธุรกิจประสบความสำเร็จในอนาคตได้

ในบทความ Business start-up- The series นี้ผมจะแบ่งออกเป็นหลายตอนเพราะว่าเนื้อหาที่เขียนครอบคลุมหลายประเด็น และมีเนื้อหาค่อนข้างมาก โดยในช่วงแรกจะเน้นเรื่อง โครงสร้างธุรกิจแต่ละประเภทในออสเตรเลีย ข้อดี ข้อเสีย รายจ่ายโดยประมาณในการจัดตั้ง ในช่วงต่อๆมาจะพูดถึงภาษีธุรกิจแต่ละประเภท และ ภาระที่จะต้องจดทะเบียนประเภทต่างๆ ตามที่กฏหมายกำหนด และในส่วนสุดท้ายจะพูดถึงการเก็บข้อมูลทางการเงิน bookkeeping ซอฟแวร์ที่เป็นที่นิยมและ กรอบระยะเวลาในการยื่นภาษีประเภทต่างๆ

สำหรับโครงสร้างทางธุรกิจที่สามรถพบได้บ่อยๆในออสเตรเลียมีด้วยกัน 4 ประเภทด้วยกัน คือ Sole Trader , Partnership, Company และ Trust.

1. Sole Trader

ข้อดีของโครงสร้างธุรกิจแบบ Sole Trader นั้นคือเป็นโครงสร้างทางธุรกิจที่มีค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งถูกที่สุด และจัดตั้งได้ง่ายที่สุดเมื่อเทียบกับโครงสร้างทางธุรกิจประเภทอื่นๆ โดนรายจ่ายในการจัดตั้งจะตกอยู่ประมาณ 80-400 ดอลลาร์ ขึ้นอยู่กับว่าท่านต้องการจดทะเบียนชื่อธุรกิจไปด้วยหรือเปล่า

ถ้าไม่ต้องการจดทะเบียนชื่อธุรกิจ(ใช้ชื่อตัวเองในการทำธุรกิจ) ก็จ่ายแค่ค่าจดทะเบียน ABN และ ภาษีต่างๆ เช่น GST หรือ PAYG Withholding (จะพูดถึงภาษีเหล่านี้ในบทความต่อไป) ซึ่งรายจ่ายจะตกประมาณ 80 -200 ดอลลาร์ ขึ้นอยู่กับสำนักบัญชีแต่ละที่ หรือถ้าท่านคิดว่าจะสมัครเองก็สามารถทำได้เช่นกันโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้ง สิ้น หากท่านสนใจที่จะจดทะเบียนชื่อธุรกิจด้วยค่าใช้จ่ายก็จะเพิ่มขึ้นตามระยะ เวลาที่ท่านต้องการจดทะเบียน คือ 1 ปี และ 3 ปี

นอกจากนั้นแล้ว ค่าใช้จ่ายเรื่องบัญชีภาษีก็ค่อนข้างต่ำมากเมื่อเทียบกับโครงสร้างแบบอื่นๆ เพราะไม่มีภาระหรือข้อกำหนดในเรื่องการจัดทำงบกำไร-ขาดทุน งบดุล หรือ รายงานสถานะทางการเงินอื่นๆ

โดยปกติแล้วค่าดำเนินการทางภาษีหลังจากสิ้นสุดปีภาษีแล้วสำหรับโครงสร้าง ประเภทนี้จะตกอยู่ประมาณ 200 – 1,000 ดอลลาร์ ขึ้นอยู่กับขนาดของธุรกิจ คุณภาพของการจัดเก็บข้อมูลทางการเงินระหว่างปีโดยตัวท่านเอง และความประสงค์ที่จะพูดคุยกับนักบัญชีเพื่อวางแผนกลยุทธ์ทางด้านภาษีในปีถัด ไปหรือไม่ สำหรับค่ายใช้จ่ายที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายด้าน Bookkeeping ที่เกิดขึ้นระหว่างปีภาษีและค่าจัดเตรียม และยื่น BAS (Business Activity statement) ทุกๆ 3 เดือน สำหรับผู้ที่จดทะเบียน GST หรือ PAYG Withholding

การทำธุรกิจแบบ Sole Trader จริงๆแล้วคือการดำเนินธุรกิจด้วยตัวเอง ดังนั้นตัวท่านเองจะเป็นผู้รับผิดชอบความเสี่ยงจากการดำเนินการทางธุรกิจเอง ทุกอย่าง และหากเกิดการขาดทุน หรือล้มละลาย เจ้าหนี้สามารถเรียกร้องค่าชดเชยจากสินทรัพย์ส่วนตัว เช่น บ้าน รถ หรือ ที่ดินได้ นอกจากนั้นแล้วความยืดหยุ่นในการขยายธุรกิจก็ค่อนข้างจำกัดสำหรับโครงสร้าง ธุรกิจแบบนี้ สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นเป็นข้อเสียหลักของการมีโครงสร้างธุรกิจแบบ Sole Trader

สำหรับโครงสร้างธุกิจประเภทนี้ท่านจะใช้ Tax file number และ Australian Business Number (ABN) ของตัวเอง โดยจะต้องสมัคร ABN และใช้เลขที่ธุรกิจตัวนี้ในการติดต่อธุรกิจทุกอย่าง อย่างเช่น การออกใบเสร็จรับเงินให้ลูกค้า จะต้องมี ABN ของธุรกิจปรากฏอยู่ด้วย

การยื่นภาษีของผู้ทำธุรกิจแบบ Sole Trader นั้นก็ยื่นคล้ายๆกับกรณียื่นภาษีบุคคลธรรมดาแบบอื่นๆ เพียงแต่ว่าท่านจะต้องนำรายได้จากธุรกิจหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว ไปรวมกับรายได้อื่นๆที่ได้รับระหว่างปีภาษี เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผลจากหุ้น รายได้จ่าค่าเช่าบ้าน หรือ รายได้จากการเป็นลูกจ้างให้ธุรกิจอื่น เป็นต้น

นอกจากนั้นแล้วการเป็น Sole Trader ท่านจะสามารถจ้างพนักงานหรือลูกจ้างได้เหมือนโครงสร้างธุรกิจอื่นๆ ถ้ามีความจำเป็นต้องจ้างพนักงาน ธุรกิจจะต้องจดทะเบียนภาษี PAYG Withholding ซึ่งผมจะกล่าวถึงในตอนถัดไป อย่างไรก็ตามการทำธุรกิจแบบ Sole Trader ท่านไม่สามารถจ่ายค่าจ้างให้ตัวเองได้ ค่าตอบแทนที่จ่ายให้ตัวเองถือว่าเป็นการปันผลเงินกำไรจากการทำธุรกิจไปยัง บัญชีส่วนตัว ไม่ถือว่าเป็นค่าใช้จ่าย ดังนั้นค่าใช้จ่ายตรงนี้จะนำไปลดหย่อนภาษีไม่ได้

ตอนปลายปีภาษีหลังจากคำนวณรายได้ หักค่าใช้จ่ายต่างๆทางธุรกิจ รวมถึงค่าจ้างพนักงานแล้ว กำไรสุทธิ(Net profit)ที่ท่านได้รับจากการทำธุรกิจจะนำไปรวมกับรายได้อย่างอื่นที่ท่านได้ รับระหว่างปีภาษี และเสียภาษีส่วนบุคคลในอัตราก้าวหน้า ดังนั้นถ้าท่านมีรายได้มาก ท่านก็จะเสียภาษีมากขึ้นตามลำดับ สำหรับท่านที่อยากทราบเรื่องอัตราภาษีในออสเตรเลียสามารถอ่านบทความเก่าที่ ผมเขียนไว้ ตามลิงค์นี้เลยครับ Tax Time 2015 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับภาษีในออสเตรเลีย

2. Partnership
โครงสร้างธุรกิจแบบนี้ถือว่า มีค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับ Company หรือ Trust แต่จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าโครงสร้างธุรกิจแบบ Sole Trader โดยรายจ่ายในการจัดตั้ง ไม่รวมค่าจดทะเบียนชื่อธุรกิจจะอยู่ประมาณ 200-500 บาท ถ้าท่านต้องการข้อตกลงที่เป็นลายลักษณ์อักษรด้วย ก็จะต้องมีการร่าง Partnership agreement ซึ่งค่าใช้จ่ายก็จะเพิ่มขึ้นตามลำดับ

Partnership เป็นการร่วมลงทุนกับคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นคู่สามี ภรรยา เพื่อน หรือ Business partner. การร่วมลงทุนแบบนี้ไม่จำเป็นต้องมีข้อตกลงเป็นลายลักษ์อักษร หากท่านมีหลักฐานเพื่อยืนยันในการมีตัวตนของท่านใน Partnership ก็ถือว่าท่านเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนของ Partnership นั้นได้ ตัวอย่างเช่น มีชื่อเป็นเจ้าของร่วมของชื่อธุรกิจ มีชื่อในบัญชีธนาคารร่วมกัน ถือครองสินทรัพย์ของ Partnership ร่วมกัน เป็นต้น

อย่างไรก็ตามการมีข้อตกลงที่เป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนก่อนทำธุรกิจแบบ Partnership ก็ถือว่ามีความสำคัญมาก โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นสามีหรือภรรยากัน เพราะการมีข้อตกลงที่เป็นลายลักษ์อักษรชัดเจนนั้น จะช่วยลดปัญหาเมื่อมีการขัดแย้งกันทางด้านธุรกิจระหว่างหุ้นส่วนที่อาจจะ เกิดขึ้นได้หลังจากการจัดตั้งธุรกิจ

โครงสร้างแบบ Partnership นั้นจะดำเนินธุรกิจภายใต้ Tax file number และ Australian Business Number (ABN) ของ Partnershipเอง เมื่อถึงปลายปีภาษีจะต้องยื่น Tax return ของ Partnership แยกต่างหากด้วย

ถึงแม้จะต้องยื่นภาษีปลายปีสำหรับตัว Partnership แต่ Partnership เองจะไม่เสียภาษีภายใต้ Tax file number ของตัวเอง กำไรหรือขาดทุนสุทธิจากการทำธุรกิจตลอดทั้งปี ท้ายที่สุดแล้วจะต้องกระจายไปยังหุ้นส่วนแต่ละคนตามสัญญาที่ได้กำหนดไว้ตอน จัดตั้ง Partnership โดยไม่สามารถเปลี่ยนแปลง % การกระจายรายได้ไปยังหุ้นส่วนแต่ละคนได้ ดังนั้นรายได้จาก Partnership จะถูกนำไปรวมกับรายได้อื่นๆ ของท่านและเสียภาษีส่วนบุคคลในอัตราก้าวหน้า

สำหรับค่าดำเนินการทางภาษีหลังจากสิ้นสุดปีภาษีแล้วสำหรับโครงสร้าง ประเภทนี้จะตกอยู่ประมาณ 300 – 1,000 ดอลลาร์ ขึ้นอยู่กับขนาดของธุรกิจและปัจจัยอื่นๆที่ได้กล่าวไว้ในโครงสร้างธุรกิจแบบ Sole Trader แล้ว และราคานี้ไม่รวมค่าใช้จ่ายในการยื่น Individual Tax return ของ partner แต่ละคนด้วย

การทำธุรกิจแบบ Partnership ท่านไม่สามารถจ่ายค่าจ้างให้กับ Partner และ ใช้ค่าใช้จ่ายตรงนี้เป็นค่าลดหย่อนทางธุรกิจได้ ซึ่งก็คล้ายๆกับโครงสร้างแบบ Sole Trader ค่าตอบแทนที่จ่ายให้ Partner แต่ละคนจะถือว่าเป็นการปันผลเงินกำไรจากการทำธุรกิจไปยัง Partnerแต่ละคน และไม่ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ

ข้อเสียของโครงสร้างแบบ Partnership ก็คล้ายๆกับ Sole Trader คือ หากเกิดการขาดทุน หรือล้มละลาย เจ้าหนี้สามารถเรียกร้องค่าชดเชยจากสินทรัพย์ส่วนตัว เช่น บ้าน รถ หรือ ที่ดินได้ นอกจากนั้นแล้วความยืดหยุ่นในการขยายธุรกิจหรือการเปลี่ยนแปลงของหุ้นส่วนก็ ค่อนข้างจำกัด ถ้าหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งต้องการที่จะลาออก หรือมีบุคคลอื่นสนใจที่จะร่วมธุรกิจด้วย สถานะของ Partnership เดิมก็จะถือว่าสิ้นสุดลง จะต้องมีการจัดทำ Partnership agreement อันใหม่ สมัคร Tax file number และ Australian Business Number (ABN) ใหม่ ซึ่งก็เหมือนกับการเริ่มต้นใหม่นั่นเอง ข้อเสียตรงนี้ถือว่าเป็นข้อเสียที่เห็นได้ชัดของโครงสร้างธุรกิจแบบ Partnership และทำให้โครงสร้างธุรกิจแบบนี้ไม่ค่อยเป็นที่นิยมในช่างหลายปีที่ผ่านมา

To be continued ……. Company & Trust ติดตามโครงสร้างแบบ Company & Trust ได้ในบทความต่อไปนะครับ

ถ้าเห็นว่าบทความมีประโยชน์ กรุณาช่วยกดไลค์เพจ Austaxboy ด้วยครับ   หากสนใจอ่านบทความอื่นๆ ติดตามได้ทาง

www.austaxboy.com 

www.facebook.com/austaxboy

Read more…

3848609709?profile=originalStep by Step การสมัคร Medicare Levy Exemption สำหรับใช้ยื่นภาษี

บทความนี้เป็นบทความต่อเนื่องจากบทความที่เขียนไปก่อนหน้านี้เรื่อง  Medicare Levy คืออะไร เราต้องจ่ายหรือไม่ตอนยื่นภาษี?

ครับ


 
ในบทความแรกจะเน้นอธิบายในส่วนการใส่ข้อมูลตอนยื่นภาษีผ่าน  E-Tax  และข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่สามารถขอลดหย่อนในส่วนนี้ได้ สรุปคร่าวๆ คือ

 ผู้เสียภาษีที่ไม่มีสิทธิ์ในการใช้สวัสดิการรักษาพยาบาลภายใต้ระบบ Medicare เช่น ผู้ที่ถือวีซ่านักเรียนและผู้ติดตาม   ผู้ถือซ่าชั่วคราว Graduate Visa  , วีซ่า 457 หรือ Working Holiday.  ผู้ถือวีซ่าข้างต้นไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสุขภาพ Medicare   เหมือนคนออสเตรเลียทั่วไป หรือ คนที่สามารถใช้สวัสดิการรักษาพยาบาลภายใต้ระบบ Medicare ได้

ในการขอยกเลิกการจ่ายเงินสมทบส่วนนี้นั้นเราจะต้อง มีใบรับรองจาก Medicare ว่าเราไม่มีสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์การรักษาพยาบาลในออสเตรเลียภายใต้โครงการประกันสุขภาพ Medicare ซึ่งการที่จะได้ใบรับรองนั้นเราจะต้องกรอกแบบฟอร์ม Medicare Entitlement Statement (รูปและลิงค์ข้างบน)   ถ้าท่านยื่นภาษีผ่าน Tax agent ทางนักบัญชีจะดำเนินการให้เสร็จสรรพ ทั้งเรื่องการยื่นใบสมัครและการรับรองเอกสาร   

สำหรับท่านที่ต้องการยื่นใบสมัครเองก็สามารถทำได้เช่นกัน  โดยทำตามขั้นตอนในบทความนี้ครับ
ฟอร์ม

คำถามข้อที่ 1 ,2,3 และ 4   เป็นข้อมูลเกี่ยวกับ Tax agent ครับ  ให้ตอบ NO  ในข้อที่ 1 และ 2    ,   ในส่วนข้อที่ 3 และ 4 ให้ข้ามไป

คำถามข้อที่ 5   Do you have a Medicare card?   -  ตอบ NO 

คำถามข้อที่ 6  - 10  ,  เป็นข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับตัวผู้สมัครเอง   เช่น ชื่อตาม passport เพศ  วันเดือน ปี เกิด เบอร์โทรศัพท์และ ที่อยู่ปัจจุบันในออสเตรเลีย

ส่วนคำถามข้อที่ 11  What is the postal address you would like all correspondence sent to? – ให้ใส่ที่อยู่ที่จะให้ส่งเอกสารต่างๆไปให้ 
 
คำถามข้อที่ 12  -  ตอบ NO 

คำถามข้อที่ 13  -  What was your country of residence immediately before arriving in Australia?-  ใส่ชื่อประเทศที่ท่านไปอาศัยอยู่ล่าสุดก่อนเดินทางมายังประเทศออสเตรเลีย
 
คำถามข้อที่ 14 –   ระยะเวลาที่ท่านอาศัยอยู่ในประเทศในข้อ 13

คำถามข้อที่ 15-  Did you hold health or medical insurance in that country (e.g. European Health Insurance Card)? - ตอบ NO 

คำถามข้อที่ 16-  Have you lodged an application for permanent residency (other than a parent visa) with the Department of Immigration and Border Protection (DIBP)-  ถ้าไม่ได้ยื่น permanent residency วีซ่าให้ตอบ NO  ครับ   สำหรับผู้ที่ยื่น permanent residency วีซ่าแล้ว   ไม่สามารถขอยกเลิก Medicare Levy ได้   หลังจากนั้นให้ข้ามไปที่ข้อที่ 20

คำถามข้อที่ 20 -   ตอบ NO 

คำถามข้อที่ 21 ตามภาพข้างบน–   ให้ใส่ปีที่จะขอสมัคร Medicare Levy Exemption ไปครับ    ตัวอย่างเช่น   ของปี 2015   ก็ให้ใส่ 1 July 2014 to 30 June 2015 , ของปี 2014   ก็ให้ใส่ 1 July 2013 to 30 June 2014  เป็นต้น    ถ้าจะสมัครมากกว่า 1 ปีภาษี   ให้กรอกข้อมูลแยกกันอีกหนึ่งชุด

คำถามข้อที่ 22 - Which period during the financial year were you not eligible for Medicare benefits?- กรอกข้อมูลลงไปเหมือนข้อ   21

คำถามข้อที่ 23 - Are you leaving Australia permanently before the end of the current financial year? -   ตอบ NO    ยกเว้นคนที่จะยื่นภาษีล่วงหน้าก่อนหมดปีภาษี 

คำถามข้อที่ 24 -   ตอบ YES

คำถามข้อที่ 25- ให้กาช่องเอกสารที่เราจะส่งไปพร้อมกับใบสมัครนี้  
- ใบถ่ายเอกสารหน้าพาสปอร์ต(หน้าที่มีรูป) - Photo page of your passport
- หลักฐานวีซ่าที่ท่านถืออยู่ ในระหว่างปีภาษีที่ท่านสมัคร - Evidence of visa(s) covering the period you are claiming
- ใบถ่ายเอกสารตราประทับขาเข้าออสเตรเลียในพาสปอร์ต  ถ้ามีหลายหน้าก็ให้ถ่ายทุกหน้า - All Australian arrival stamps

ข้อควรระวัง คือ  เอกสารข้างต้น ต้องได้รับการเซ็นต์รับรองจากผู้ที่สามารถเซ็นต์รับรองได้   อย่างเช่น  ตำรวจ ทนาย หมอ นักบัญชี เป็นต้นหลังจากนั้นก็ให้เซ็นต์ชื่อและลงวันที่ในข้อที่ 27 
 
หลังจากเสร็จจากขั้นตอนการกรอกใบสมัคร และเตรียมเอกสารแล้ว   ท่านสามารถส่งใบสมัครไปยัง Department of Human Service  ได้สามทางด้วยกัน  

วีธีที่ 1  ส่งทาง  EMAIL ไปยัง MES@humanservices.gov.au  

วีธีที่ 2  ส่ง Fax ไปยังเบอร์ 1300 554 904

และวีธีที่ 3 ส่งไปรษณีย์ ไปยัง  

Department of Human Services
Medicare Entitlement Statement Unit
GPO Box 9822
ADELAIDE SA 5001

หลังจากยื่นใบสมัครแล้ว ประมาณ6 – 8 สัปดาห์ ท่านจึงจะได้รับจดหมายยืนยันจากทางรัฐบาลว่าท่านไม่มีสิทธ์ในการใช้ผลประโยชน์สวัสดิการรักษาพยาบาล  ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องเสีย Medicare Levy ดูตัวอย่างตามรูปข้างล่างเลยครับ 

ประเด็นเรื่องเวลาก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องคำนึงถึง ระยะเวลากว่าจะได้รับใบตอบรับจาก Department of Human Services จะใช้เวลาค่อนข้างนาน  ดังนั้นท่านควรวางแผนสมัครตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อที่จะไม่ทำให้เกิดการล่าช้าในการยื่นภาษีในปีนั้นๆ

หลายคนเมื่ออ่านจดหมายแว๊บแรก  อาจจะตกใจว่าตัวเองถูกปฏิเสธในการขอยกเลิก Medicare Levy    แต่พออ่านรายละเอียดดีๆแล้ว  จะเข้าใจว่าในจดหมายเขียนไว้ว่า   ท่านไม่มีสิทธ์ในผลประโยชน์การรักษาพยาบาลภายใต้ Medicare   ดังนั้น จึงไม่ต้องเสียภาษีในส่วนนี้ตอนยื่นภาษีปลายปี    สำหรับบทความนี้ขอจบเพียงเท่านี้ครับถ้ามีข้อสงสัยเพิ่มเติม โพสท์สอบถามข้างล่างได้เลยครับ

สามารถอ่านบทความพร้อมรูปภาพประกอบได้ที่   www.austaxboy.com      

ถ้าเห็นว่าข้อมูลมีประโยชน์ กรุณากดไลค์ www.facebook.com/austaxboy   ด้วยครับ  :)

Read more…

london-692137_1920.jpg?width=4506 สิ่งที่ต้องรู้เมื่อทำงานในออสเตรเลีย

การเดินทางมาออสเตรเลียเพื่อมาทำงาน มาโครงการ Work and Holiday Visa หรือ มาเพื่อศึกษาต่อและทำงานควบคู่ไปด้วยนั้น ผู้เดินทางควรมีความรู้เรื่องการทำงานในออสเตรเลียมาบ้าง ควรจะรู้ว่าเราต้องมีเอกสารอะไรในการทำงาน อัตราภาษี และเรื่องอื่นๆ

การเตรียมตัวหาข้อมูลเหล่านี้จะทำให้เราพร้อมในการเริ่มต้นทำงานได้เร็ว รู้ขั้นตอนการรับการทำงาน รวมไปถึงสิทธิและสิ่งที่เราควรได้ในฐานะลูกจ้างในการทำงานในออสเตรเลีย

เมื่อเรารู้ข้อมูลเหล่านี้ดี จะช่วยทำให้เราได้ผลประโยชน์ที่ควรจะได้ในอนาคต หรือ ไม่สูญเสียผลประโยชน์ที่เราควรจะได้ในอนาคตจากการทำงาน

1.อย่างแรกเลยเมื่อเดินทางมาถึงออสเตรเลียและต้องการทำงานในออสเตรเลีย คือ สมัคร Tax File number (TFN เลขประจำตัวผู้เสียภาษี). ใครที่ต้องการทำงานในออสเตรเลียจะต้องมีใบประจำตัวผู้เสียภาษี (Tax File number)

การสมัครเลขประจำตัวผู้เสียภาษีนั้น ท่านสามารถสมัครออนไลน์กับกรมสรรพากรได้เลย (สำหรับผู้ถือวีซ่าต่างชาติ หรือ ไม่ได้ถือพาสปอร์ตของออสเตรเลีย) ทางผู้สมัครต้องใส่ที่อยู่ที่จะให้ส่งเอกสาร Tax File number ไปให้

2. เปิดบัญชีธนาคาร ขอบัตรกดเงิน และ Internet banking ธนาคารหลักๆในออสเตรเลียมีทั้งสิ้น 4 แห่ง คือ ANZ NAB Commonwealth Bank และ Westpac โดยท่านสามารถเปิดบัญชีได้ที่สาขาธนาคารทุกแห่ง และต้องนำเอกสารส่วนตัว เช่น พาสปอร์ตติดตัวไปด้วย

3. หลังจากได้งานแล้วนายจ้างจะให้เรากรอกข้อมูล Tax File number declaration ซึ่งเป็นการกรอกข้อมูลทั่วๆไป เกี๋ยวกับตัวเราเอง สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากบทความ คำถามสุดฮิต Tax File Number Declaration สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานในออสเตรเลีย

4.เงินบำนาญ (Super) หรือเงินซุปเปอร์ ถ้าท่านทำงานและได้รับรายได้มากกว่า 450 ดอลลาร์ต่อเดือน นายจ้างจะต้องจ่ายเงินซุปเปอร์เข้ากองทุนของท่าน หรือในกรณีที่ท่านไม่ได้เป็นสมาชิกของกองทุนไหน ทางนายจ้างจะสมัครและใช้กองทุนที่นายจ้างเลือก

เงินกองทุนบำนาญนี้เป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายต่างห่างจากค่าจ้างที่เรา ได้รับ โดยนายจ้างจะต้องจ่าย 9.5% ของรายได้ที่เราได้รับไปยังกองทุนเงินบำนาญที่เราเลือกใช้ ซึ่งท่านจะสามารถนำเงินในกองทุนออกมาใช้ได้เมื่อท่านอายุมากกว่า 55 ปีเป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม ถ้าท่านไม่ได้เป็นพลเมืองของออสเตรเลีย และมีแผนจะกลับไทยถาวรและไม่กลับมาพำนักอาศัยในออสเตรเลียอีก ท่านสามารถขอนำเงินออกมาใช้ได้ โดยจะสามารถดำเนินการสมัครได้เมื่อวีซ่าได้หมดอายุแล้ว และได้เดินทางออกนอกประเทศแล้ว

ดังนั้นเมื่อท่านเริ่มต้นทำงาน ท่านต้องรู้ว่าทางนายจ้างจ่ายเงินซุปเปอร์ให้กองทุนไหน หรือ นายจ้างได้จ่ายเงินซุปเปอร์ให้ท่านหรือเปล่า โดยปกติแล้วนายจ้างจะจ่ายเงินไปยังกองทุนทุกๆ 3 เดือน หลังจากที่ทราบกองทุนเงินซุปเปอร์ของท่านแล้ว ท่านสมารถสมัคร Account กับทางกองทุนเพื่อนตรวจสอบดูการเคลื่อนไหวของเงินซุปเปอร์ของท่าน หรือ ตรวจสอบว่านายจ้างได้จ่ายเงินสบทบเข้ากองทุนจริงๆหรือเปล่า

ในกรณีที่ท่านกลับไทยถาวรและต้องการเบิกเงินซุปเปอร์ ท่านสามารถสมัครกับทางกรมสรรพากร

5. นายจ้างจะหักภาษีไว้ในการจ่ายค่าจ้างแต่ละครั้ง ซึ่งจำนวนที่หักไว้จะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับยอดประมาณการรายได้ทั้งปี สามารถตรวจสอบได้จากลิงค์ คำถามสุดฮิต Tax File Number Declaration สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานในออสเตรเลีย

การหักภาษีไว้ของนายจ้างก็เหมือนกับการจ่ายภาษีล่วงหน้าให้เรา เมื่อถึงปลายปีภาษีที่เราต้องยื่นภาษี เงินภาษีที่นายจ้างหักไว้จะกลายเป็นตัวบ่งบอกว่าเราจะได้รับเงินภาษีคืน หรือ ต้องจ่ายภาษีเพิ่มหรือเปล่า

ในกรณีที่ภาษีจากรายรับที่ได้รับในปีภาษีน้อยกว่ายอดภาษีที่นายจ้างหัก ไว้ระหว่างปี ท่านจะได้รับเงินภาษีคืนจากส่วนต่างของยอดภาษีที่คำนวณได้(จากรายรับหลังจาก หักค่าลดหย่อน)และภาษีที่นายจ้างหักไว้จากค่าจ้างของท่าน

ในกรณีตรงกันข้ามถ้านายจ้างหักภาษีจากค่าจ้างไว้น้อยกว่ายอดภาษีที่คำนวณ ได้ ท่านจะต้องจ่ายภาษีเพิ่มเติมให้ทางกรมสรรพกร ท่านสามารถอ่านเรื่องภาษีในออสเตรเลียเพิ่มเติมได้จากบทความ Tax Time 2015 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับภาษีในออสเตรเลียครับ

6. สิ้นปีภาษี 30 มิถุนายนของทุกปี นายจ้างจะออกใบ PAYG Summary ซึ่งเป็นใบที่สรุปรายละเอียดรายรับตลอดทั้งปี ภาษีที่นายจ้างหักไว้ ท่านต้องนำรายละเอียดส่วนนี้ไปใช้ในการยื่นภาษี ตามกฏหมายแล้ว นายจ้างจะต้องส่งใบ PAYG Summary ให้กับลูกจ้างภายในวันที่ 14 กรกฎาคม ถ้าท่านไม่ได้รับใบดังกล่าวจากนายจ้างภายในเวลาที่กำหนด ให้ติดต่อสอบถามกับนายจ้างทันทีครับ

ถ้าเห็นว่าข้อมูลนี้เป็นประโยชน์ ฝากกดไลค์เพจ Austaxboy และแชร์บทความด้วยนะครับ

สามารถอ่านบทความเต็มๆได้ตามลิงค์ข้างล่างครับ   รวมไปถึงบทความที่น่าสนใจอื่นๆ

www.facebook.com/austaxboy

www.austaxboy.com

Read more…

คนไทยหลายคนที่ได้มาพำนักอาศัยในออสเตรเลียไม่ว่าจะมาในรูปแบบนักเรียน นักท่องเที่ยว ผู้ติดตามนักเรียน หรือแม้แต่ผู้พำนักอยู่ถาวร อาจจะสงสัยหรือเคยสงสัยนะครับว่าเรามีความจำเป็นที่จะต้องยื่นภาษีกับกรมสรรพากรในปีนั้นๆหรือเปล่า ถ้าเราไม่มีรายได้จากการทำงานเลย หรือมีรายได้จากการทำงานแต่ไม่เกินระดับที่จะต้องเสียภาษีให้ก่รัฐบาลออสเตรเลีย การจะตอบคำถามนี้ได้ เราจะต้องพิจารณาสถานการณ์และปัจจัยต่างๆเป็นรายบุคคลไป

เหตุผลที่ทำให้เราต้องยื่นภาษีกับกรมสรรพากรมีดังนี้ครับ

ข้อ 1 ได้รับรายได้จากการทำงานเป็นลูกจ้าง และนายจ้างได้หักภาษี ณ ที่จ่าย (PAYG Withholding) ไว้ในระหว่างปีภาษี

ข้อ 2 ถ้าคุณเป็นพลเมืองอาวุโสของออสเตรเลีย และมีสิทธ์ที่จะเคลมภาษีลดหย่อนของพลเมืองอาวุโส (Seniors and pensioners tax offset) คุณจะต้องยื่นภาษีถ้ามีรายได้ มากกว่า 32,279 ดอลลาร์ ในกรณีที่เป็นคนโสด หรือ รายได้ มากกว่า 28,974 ดอลลาร์ ในกรณีที่มีคู่สมรสแล้วและอยู่ด้วยกันตลอดระเวลาปีภาษี

ข้อ 3 ถ้าคุณไม่ได้เป็นพลเมืองอาวุโสของออสเตรเลีย และไม่มีมีสิทธ์ที่จะเคลมภาษีลดหย่อนของพลเมืองอาวุโส (Seniors and pensioners tax offset) และได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลที่ไม่ใช่เงินบำนาญสวัสดิการ ตัวอย่างเช่น เงินช่วยผู้ตกงาน ( Newstart allowance) , Youth Allowance, parenting payment (partnered), sickness allowance ถ้าคุณได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลเหล่านี้ คุณจะต้องยื่นภาษีถ้าคุณมีรายได้อย่างอื่นด้วยรวมมากกว่า 20,542 ดอลลาร์ในปีภาษีนั้น

ข้อ 4 ถ้าเป็นบุคคลทั่วไปคุณจะต้องยื่นภาษีเมื่อ

4.1 มีรายได้หลังหักค่าลดหย่อนภาษีมากกว่า 18,200 ดอลลาร์ และเป็นคนออสเตรเลียในความหมายด้านภาษี (Australian resident for Tax purpose) ตลอดปีภาษี

4.2 มีรายได้หลังหักค่าลดหย่อนภาษีมากกว่า 416 ดอลลาร์ ถ้ามีอายุน้อยกว่า 18 ปี และรายได้ที่ได้รับไม่ใช่ค่าจ้างจากการทำงาน

4.3 มีรายได้หลังหักค่าลดหย่อนภาษีมากกว่า 1 ดอลลาร์ สำหรับคนที่ไม่ได้เป็นคนออสเตรเลียในความหมายด้านภาษี (Foreign Resident)

4.4 เปลี่ยนมาเป็นคนออสเตรเลียในความหมายด้านภาษี หรือ หยุดการเป็นคนออสเตรเลียในความหมายด้านภาษี ในระหว่างปีภาษี
ถ้าไม่เข้าใจเรื่อง คนออสเตรเลียในความหมายด้านภาษี (Australian resident for Tax purpose) สามารถอ่านบทความที่ผมเขียนไว้ก่อนหน้านี้ได้ครับ Tax Time 2015 ความรู้พื้นฐานเรื่องภาษีในออสเตรเลีย

ปัจจัยและเหตุผลอื่นๆ ที่จะต้องยื่นภาษีปลายปีกับกรมสรรพาการ ดูตามข้างล่างได้เลยครับ (ไม่ได้แจกแจงรายละเอียดทั้งหมด เลือกเอามาแค่ประเด็นสำคัญๆและที่พบเห็นได้บ่อยครับ

-ถ้าคุณมี Reportable fringe benefits หรือ reportable employer superannuation contributions ใน PAYG Summary
– ถ้าทำธุรกิจ และมีรายได้จากการทำธุรกิจในระหว่างปีภาษี
– ถ้าคุณมีอาชีพพิเศษ (อาชีพที่มีรายได้ไม่แนนอน) เช่น นักเขียน นักศิลปะ นักแสดง นักกีฬา
– ถ้าคุณจ่ายเงินเข้ากองทุนบำนาญ และ ไดรับเงินสนับสนุนเพิ่มติมจากทางรัฐบาล (Government Co Contribution)
– ถ้าคุณได้รับเงินปันผลจากหุ้น และหุ้นตัวนั้นมีเครดิต (Franking Credit) ที่คุณสามารถเคลมคืนได้
-ถ้าคุณต้องรับผิดชอบจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูบุตร (child support) ในกรณีที่เกิดการหย่าร้าง

ถ้าลองอ่านบทความนี้แล้ว ไม่มีข้อไหนที่เราเข่าข่ายเราก็ไม่จำเป็นต้องยื่นภาษีกับกรมสรรพากรปลายปีครับ
อย่างไรก็ตามเราต้องส่งเอกสารอีกประภทหนึ่งไปยังกรมสรรพากร เอกสารที่ว่าคือ Non Lodgement Advice Form ซึ่งเราจะต้องส่งเอกสารตัวนี้ไปพร้อมด้วยเหตุผลว่าทำไมเราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องยื่นภาษี หลังจากนั้นทางกรมสรรพาการจะอัพเดทข้อมูลสถานะการยื่นภาษีของเราว่ายื่นภาษีแล้วในปีนั้นๆ

Non%20lodgement.PNG

ถ้าเราไม่ยื่น Non Lodgement Advice Form ไปยังกรมสรรพากร สถานะการยื่นภาษีของเราในปีนั้นก็จะยังถือว่าคงค้างอยู่ และหลังจากเลยเวลายื่นตามกำหนดแล้ว กรมสรรพากรอาจจะปรับ 170 ดอลลาร์ ทุกๆ 28 วัน แต่ไม่เกิน 850 ดอลลาร์ใน 1 ปีภาษี.

การยื่นแบบฟอร์ม Non Lodgement Advice สามารถยื่นได้โดยแบบฟอร์มกระดาษจากกรมสรรพากร หรือจะใช้บริการ Tax Agent ก็ได้ครับ ตัวอย่างของแบบฟอร์มก็สามารถปริ๊นท์ได้จากเว๊บไซต์ของกรมสรรพากร รูปร่างหน้าตาตามรูปข้างบนเลยครับ

สำหรับระยะเวลาของการยืนภาษีส่วนบุคคลนั้น จะหมดเขตวันที่ 31 ตุลาคม ของปีภาษีนั้น โดยสรุป คือ คุณมีเวลา 4 เดือนในการรวบรวมเอกสารและยื่นภาษีกับกรมสรรพากร ถ้าเลยระยะเวลาที่กำหนดทางกรมสรรพากรอาจจะปรับในอัตรสูงสุดที่ 850 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตามถ้าคุณยื่นภาษีกับทาง Tax Agent ในปีก่อน เวลาที่จะหมดเขตยื่นภาษีคือ 15 พฤษภาคมในปีถัดไปครับและในกรณีที่มีค่าปรับจากกรมสรรพากร โดยส่วนใหญ่แล้วทาง Tax Agent จะสามารถเจรจายกเลิกค่าปรับในส่วนนี้ได้ (ขึ้นอยู่กับเหตุผล และสถานการณ์ของแต่ละคน)

ที่มา: 

www.austaxboy.com

www.facebook.com/austaxboy

Read more…
3848609615?profile=original3848609674?profile=original 
สวัสดีครับบทความแรกผมอยากเขียนถึงเรื่องภาษีทั่วๆไปก่อน ใครที่จะต้องเสียภาษีบ้าง รายรับแบบไหนที่เราจะต้องใส่เข้าไปตอนยื่นภาษีปลายปี รวมไปถึงอัตราภาษีส่วนบุคคลในปีงบประมาณ 2015 ทั้งในส่วนของคนออสเตรเลียในความหมายทางด้านภาษี (Australian resident for tax purposes) และไม่ใช่คนออสเตรเลียในความหมายทางด้านภาษี (Non - Australian resident for tax purposes)

ปกติแล้วเราจะต้องเสียภาษีจากรายได้ที่ได้รับจากการทำงานในออสเตรเลีย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการมีรายได้จากการเป็นลูกจ้าง พนักงานให้กับสถานประกอบการและธุรกิจประเภทต่างๆ รายได้จากการประกอบธุรกิจ รายรับจากดอกเบี้ย เงินปันผลจากหุ้น เงินกำไรจากการซื้อขายหุ้น และอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน รายรับจากค่าเช้าบ้าน เงินช่วยเหลือจากเซ็นเตอร์ลิงค์บางประเภท เป็นต้น

วิดีโอข้างล่างเป็นข้อมูลเบื้องต้นจากกรมสรรพากรออสเตรเลียครับ และผมจะขยายความเพิ่มต่อด้านล่าง

https://youtu.be/7M7edCVqFYc 

เราจะเสียภาษีเท่าไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้านด้วยกัน
1) ปัจจัยแรกที่เราจะต้องพิจารณาเป็นอย่างแรกเลย คือ ต้องพิจารณาว่าเราเป็นคนออสเตรเลียในความหมายทางด้านภาษี หรือไม่ใช่คนออสเตรเลียในความหมายทางด้านภาษีกันแน่ เพราะถ้าเรากรอกข้อมูลตรงส่วนนี้ผิด ซึ่งมีให้เลือกแค่ 2 ช่อง คือใช่กับไม่ใช่ อาจจะส่งผลให้เราเสียภาษีในอัตราที่สูงหรือต่ำกว่าปกติก็เป็นได้

สำหรับในทางภาษีแล้ว คนไทยที่เข้ามาพักอาศัยและทำงานอยู่ในออสเตรเลียมากกว่า 6 เดือน มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ทำงานเป็นหลักแหล่งและไม่ได้โยกย้ายถิ่นถานที่พักไปเรื่อยๆ จะถือว่าเป็น คนออสเตรเลียในความหมายทางด้านภาษี (Australian resident for tax purposes) ดังนั้นนักเรียนหรือผู้ติดตามที่มาเรียนมากกว่า 6 เดือนและพำนักอาศัยอยู่ในเมืองเดียวตามช่วงเวลาที่เรียนจะถือว่าเป็นคนออสเตรเลียในความหมายทางด้านภาษี เช่นเดียวกับคนที่มาโดย Working Holiday Visa ถ้าอยู่เป็นหลักแหล่ง อยู่ในเมืองใดเมืองหนึ่งมากกว่า 6 เดือน ก็จะถือว่าเป็น คนออสเตรเลียในความหมายทางด้านภาษีด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตามคนที่มาโดย Working Holiday Visa นั้นจะถือว่าไม่ใช่คนออสเตรเลียในความหมายทางด้านภาษีในทุกกรณี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 1 กรกฎาคม 2016 เป็นต้นไป เพราะมีการประกาศจากทางรัฐบาลในการวางแผนปีงบประมาณ 2015 ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ดังนั้นผู้ถือ Working Holiday Visa หลังจากปีงบประมาณ 1 กรกฎาคม 2016 จะต้องเสียภาษีในอัตราคนต่างชาติซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าอัตราปกติ

คนไทยหลายคนเข้าใจประเด็นนี้ผิดพอสมควรเพราะเอาคำจำกัดความเกี่ยวกับความเป็นคนออสเตรเลียจากเรื่องการอพยพย้ายถิ่นฐาน (Migration Purposes) มาใช้ตอนยื่นภาษีซึ่งจะทำให้เราเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าปกติ จริงๆแล้วนิยามของการเป็นคนออสเตรเลียในความหมายทางด้านภาษี (Australian resident for tax purposes) และความหมายของคนออสเตรเลียในเรื่องการอพยพย้ายถิ่นฐาน(Migration Purposes) นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะเป็นกฏหมายคนละฉบับและมีจุดประสงค์ในการบังคับใช้ต่างกัน

นอกเหนือจากเรื่องการพักอาศัยและทำงานอยู่ในออสเตรเลียมากกว่า 6 เดือนแล้ว สถานะของวีซ่าก็ต้องนำมาพิจารณาด้วยเช่นกัน เพราะวีซ่าที่เราหรือผู้ติดตามถืออยู่ต้องอนุญาติให้เราทำงานได้ด้วย
อัตราภาษีในปี 2015 สำหรับคนออสเตรเลียในความหมายทางด้านภาษี (Australian resident for tax purposes)

จากตารางที่ผมนำมาให้ดู จะเห็นได้ว่าอัคราภาษีนั้นจะแตกต่างกันมาก ในส่วนของคนที่เป็นออสเตรเลียในความหมายทางด้านภาษี (Australian resident for tax purposes) และคนที่ไม่ใช่คนออสเตรเลียในความหมายทางด้านภาษี (Non - Australian resident for tax purposes) ดังนั้นตอนกรอกข้อมูลยื่นภาษี (ในกรณีที่ทำด้วยตนเอง) ต้องระวังในจุดนี้ด้วย 2)ปัจจัยที่สองที่กำหนดว่าเราจะต้องเสียภาษีเท่าไหร่นั้น คือ ระดับรายได้ของเราเอง ถ้ารายได้มากก็จะต้องเสียภาษีมากในอัตราก้าวหน้า ดังที่แสดงไว้ในตารางข้างบน
โดยปกติแล้วนายจ้างจะหักภาษีจากรายได้ (Tax Withheld) ในการทำงานในแต่ละอาทิตย์หรือแต่ละเดือนไว้ ขึ้นอยู่กับว่านายจ้างจ่ายเงินเป็นอาทิตย์หรือรายเดือน จำนวนภาษีที่จะต้องถูกหักไว้จะแตกต่างกันไปแล้วแต่สถานการณ์ของแต่ละบุคคล ตัวอย่างเช่น ระดับเงินเดือนที่ได้ มีนายจ้างมากกว่า 1 ที่หรือไม่ ไม่ได้เป็นคนออสเตรเลียในความหมายทางด้านภาษี เป็นต้น โดยปกติแล้วถ้าเรามีรายรับจากนายจ้างแค่ 1 ที่ และเป็นคนออสเตรเลียในความหมายทางด้านภาษี ยอดภาษีที่ต้องถูกหักจากเงินเดือน หรือ รายสัปดาห์ สามารถตรวจสอบได้จากลิงค์นี้ครับ Tax withheld calculator

ส่วนใหญ่แล้ว แค่เติมจำนวนเงินรายได้รายสัปดาห์ สองสัปดาห์ หรือ รายเดือนในส่วนสุดท้าย แล้วกด คำนวณ ก็จะรู้แล้วว่าภาษีที่หักจากรายได้นั้นเป็นจำนวนเท่าไหร่ และนายจ้างหักภาษีไว้มากหรือน้อยเกินไปหรือไม่ แต่ถ้าลูกจ้างไม่มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี Tax File Number นายจากจะหักภาษีไว้ถึง 49% เลยทีเดียว

ถ้ามีคำถามโพสท์ถามได้นะครับ    แล้วก็ฝากบล๊อคของผมตามข้างล่างด้วยครับ

www.austaxboy.com   

www.facebook.com/austaxboy

 

มีเรื่องอื่นๆ เกี๋ยวกับบัญชี ภาษี Tax return (กำลังทยอยเขียนและ update เรื่อยๆครับ)

Read more…

   ครับก็ขอสวัสดีพี่น้องชาวไทยที่ใช้ ausietip ในการที่จะหางานหรือช่องทางของชีวิตในเมลเบริน หลายๆท่านคงทราบข้อมูลเกี่ยวกับโรงงานแห่งนี้ ที่มีคนไทยบ้างกลุ่มได้โพสข้อมูลแย่ๆใว้นะครับ จริงๆแล้ว หลายๆสิ่ง ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น มันก็มีข้อดีอยู่บ้าง ผมขออนุญาติแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโรงงานแห่งนี้ในฐานะที่ผมก็ทำงานมานาน จนรู้ข้อเท็จจริงและความเป็นไปของโรงงานแห่งนี้ ผมเองเป็นคนหนึ่งที่เดินทางมาขุดทองครับ ตอนแรกผมมาถึงเมลเบรินก็พบกับความยากลำบากในการที่จะหางานประกอบกับหลายสิ่งหลายอย่างไม่เป็นไปตามแผนการที่คิดไว้ ช่วงแรกผมทำงานได้ ชม ละ10$ ทำเสาร์-อาทิตย์ ตอนเย็นนะครับ ตอนเช้าหาไม่ได้ (รู้สึกว่ามาทำไม) พอผ่านไป 3 อาทิตย์ ได้มาเพิ่มเป็น อังคาร พุธ เสาร์ อาทิตย์ (240$) (เริ่มใจชื้น) เพราะว่าเพียงพอกับค่าบ้าน ค่าเดินทาง ค่ากิน แต่เงินเก็บก็ไม่เหลืออยู่ดี ผ่านไป อีก 2 เดือนก็ไม่ได้งานเช้าอยู่ดี(เริ่มเครียด)ผมก็หางานทำต่อไป และก็มีเพื่อนแนะนำ งานแรก งานฟาร์ม ได้ชั่วโมงละ 14 แต่โดนหักค่าคอนเเทรกเตอร์ 2$ เหลือ12$ ผมสงสัยว่าทำไมต้องเสียค่าพวกนี้ด้วยหรอ งานที่สอง งานโรงงานแห่งนี้ 19$ แถมอยู่บ้าน 500$ (3$/ชั่วโมง) สิ่งที่ผมเห็นจาก 2 งานนี้ คือ 1.) โลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรี (พึ่งพากัน) 2.) งานโรงงานได้ผลตอบแทนดีกว่า (16$ กับ 12$) ถึงแม้ว่าต้องถูกหยุดบ้าง แต่ก็ได้เยอะกว่างานแรกอยู่ดี แถมได้พักผ่อนอีกต่างหาก 3.) งานโรงงานถือว่าสบายมาก ไม่ต้องตากแดด เหมือนงานแรก สรุปคือ ผมเลือกงานโรงงานครับ และสุดท้ายผมก็ได้เงินกลับบ้าน 25000$ ครับ ผมดีใจมากที่ได้เงินเยอะขนาดนี้ ประกอบกับได้ใบผ่านงานจากออสเตรเลียอีกต่างหาก ผมยังเสียดายหากได้เจอโรงงานแห่งนี้เร็วกว่านี้คงได้เงินเยอะกว่านี้ ต่อไปนี้ผมขอแสดงความคิดเห็นเปรียบเทียบกับบุคคลที่โพส ก่อนหน้านะครับ แบบจุดต่อจุดเลยนะครับ 1) เงิน 500$ ที่จ่ายไป นี่จริงครับ แต่จ่ายแค่ เดือนนั้น500$ บอร์น 500$ เดือนเดียวครับ. 2) เงิน 20000-30000 $ ที่บอกว่าไม่ได้ ผมทำมาแล้วครับ 25000$ 3) เรื่องค่าน้ำค่าไฟ ก้อต้องเสียอยู่แล้วครับเป็นปกติ 2-4 $ ก้อไม่เยอะนะครับ. 4) เรื่องคนใกล้จะกลับบ้าน จะได้สิทธิ์ มาทำงานก่อน อันนี้จริงครับ ซึ่งเหตุผลก็คือว่า คนใกล้จะกลับ จะต้องมีค่าใช้จ่ายเยอะ เช่น ค่าเครื่อง ของฝาก ฯลฯ อันนี้อย่าคิดมาก ลองนึกถึงตัวคุณตอนจะกลับซิ (ยิ้มเลย). 5) ที่บอกว่าใครให้ยืมเงินจะได้สิทธิ์มาทำงานก่อน อันนี้ไม่จริงครับ การคัดสรรบุคคลมาทำงานจะดูที่ความสามารถ ไม่ใช่ไม่ได้เรื่องอะไรสักอย่าง แถมเสี่ยงโดนฝรั่งไล่กลับบ้านอีก 6) ที่บอกว่า "เตือนภัยโรงงาน" สำหรับผม ถ้ายอมรับสัจธรรมได้ก็ไม่มีปัญหาครับ แทนที่จะเป็นภัย มันเหมือนแหล่งทำเงินด้วยซ้ำครับ. 7) สำหรับ tax สามารถขอคืนได้อีกทีเมื่อกลับไทยแล้ว. สุดท้ายนี้ หากผมแสดงความคิดเห็นไม่ตรงกับบุคคลท่านใด ผมต้องขออภัยใน ณ ที่นี้ เพราะผมคิดแบบนี้จริงๆ และความคิดแบบผม ก็ทำให้อยู่ที่โรงงานแห่งนี้อย่างมีความสุข.

Read more…

Wilderness Railbike Tasmania

ขออนุญาตแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตสุดพิเศษในแทสแมเนียให้เพื่อนๆคนไทยได้รับชมในรูปแบบวิดิโอคลิปค่ะ

เพื่อนของสามีออกแบบและต่อรถจักรยานนี้ขึ้นเอง เพื่อความมันในชีวิตเท่านั้น ไม่มีเรื่องการค้าแอบแฝงแต่อย่างใด

วิดิโอนี้เราแสดงเอง ถ่ายทำเอง ตัดต่อเอง ลงยูทูปเองทั้งหมดค่ะ

จำเป็นต้องซ่อนใบหน้าเนื่องจากเพื่อนกลัวว่าทางการอาจจะเห็นเข้าและไม่ชอบใจ ทั้งๆที่ทางรถไฟนี้ก็ทิ้งร้างอยู่เป็นสิบปีแล้ว การไปขึ่จักรยานก็ไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้ใคร แต่อย่างไรก็ตาม เขาคิดว่า กันไว้ดีกว่าแก้ อย่างที่ทราบกันว่าประเทศนี้เต็มไปด้วยกฏระเบียบ ข้อห้ามสารพัดสาระเพ

เอาเป็นว่าชมวิดิโอเล่นหนุกๆกันดีกว่าค่ะ

https://www.youtube.com/watch?v=dSXifL-4vNU

Read more…
สวัสดีครับผมชื่อภูมิครับคนชอบเรียกช่างภูมิดูแก่ๆ555ผมจบสาขาวิชาซ่อมรถที่เมลเบิล์ครับผมเป็นช่างที่อู่ฝรั่งมาก็สิบกว่าปีแล้วครับหากมีใครต้องการคำแนะนำเรื่องการตรวจเช็ครถก่อนซื้อหรือรถส่วยตัวเสียก็ลองเม้นมาหรือโทรหาผมไดที่เบอร์ 0403746227 หรือเม็มเบอร์ไว้แล้วจะขึ้นบนไลน์ครับยินดีช่วยเหลือคนไทยครับถ้าไทยไม่ช่วยไทยแล้วฝรั่งที่ไหนจะช่วยเราวิธีการดูรถเบื้องต้นเพื่อไม่ให้งบบานปลายหากไม่มีrwc.ดูที่เล่มประวัติการซ่อมเซอร์วิสว่าตรงกับกิโลรถรึป่าวอาจมีการกรอไมล์สติกเกอร์วันเปลี่ยนถ่ายนำมันเครื่องดูว่าเปลี่ยนถ่ายบ้าวรึป่าวดึงที่เช็คนำมันเครื่องตอนเครื่องเย็นแล้วเช็คดูแต่ต้องเช็ดก่อนแล้ววัดใหม่ถ้าเกือบf ถือว่าok แต่ถ้าใกล้e แปลว่าเครื่องหลวมไม่ควรซื้อเพราะซ่อมแพงเปลี่ยนเครืองใหม่คุ้มกว่าซ่อมเช็คดูสายไฟหยิกๆดูถ้าแข็งมากอาจมีปัญหาเกี่ยวกับความร้อนดูรอยนำมันเครืองหยดลองสตาทรถแล้วลองเปิดแอร์เช็คดูว่าเย็นป่าวเพราะรถออสเตเลียไม่ค่อยเปิดแอร์กันเลยทำให้คอมเเอร์แห้งเสียเช็คฮีทเตอร์ถ้าไม่ร้อนแปลว่ามีปัณหากับระบบหล่อเย็นคุณจะไม่ผ่านrwc เช็คดูเข็มขัดนิรภัยดูกระชากแรงๆเช็คดูว่าปรกติไมลองล็อกดูเช็คท่อไอเสียหากเร่งแล้วมีเสียงดังทุ้มๆเงียบๆokแต่ถ้าดังแล้วมีเสียงขยะสั่นอยู่ข้างในอย่าซื้อเพราะcatalytic convertor อาจเสียและอไหล่ค่อนข้างแพงมาดูทีรูท่อไอเสียดูว่ามีคราบนำมันเกาะอยูที่ท่อไอเสียไหมถ้ามีอย่าซื้อมันบ่งบอกว่ารถเครืองหลวมรถจะไม่ม่กำลังกินนำมันกับนำมันเครื่องมากสูบอาจะติดในที่สุดเช็คยางดูว่าดอกยางยังลึกอยู่รึป่าวใช้นิ้วชี้จิ้มไปที่ร่องของยางหากยางจุดที่สูงสุดอยู่ตรงครึงนึงของนิ้วโอเคแต่ถ้าเศษหนึงส่วนสี่ของข้อนิ้วชี้บนแปลว่าคุณอาจจะต้องเสียตังเปลี่ยนยางหากต้องเปลี่ยนยางขับไปเช็คหลายๆร้านเพื่อให้ได้ราคาดีสุดผมรู้แต่ร้านยางแถวบ้าน555ที่สำคัญอย่าลืมต่่่่่่อราคานะฮาฟเพราะเขาจะลดได้เยอะวิธีเช็คว่ารถตำไปรึป่าวให้หากระป๊องโค๊กมาวัดจุดที่ตำสุดของรถโดยทั่วไปอาจเป็นท่อไอเสียสะเกิทหรือกันชนหน้าแต่วิธีที่ดีที่สุดอย่าซื้อรถแต่งซ่อมแพงกว่าชาวบ้านอะไหล่หายากปัญหาเรืองเครื่องท่อเกียร์เพรารถพวกนี้เขาอัดกันบ่อยจะเสียเร็วกว่าปรกติพยายามอย่าซือรถยุโรปเด็ดขาดเสียบ่อยกว่าชาวบ้านอะไหล่ไม่รู้มันจะแพงไปไหนสงใสมีส่วยผสมของเพรชหนึ่งกรัตหรือไม่ก็ทอง555 ห้ามซื้อนะดูพวกยิวดิยังไม่ซื้อเลย555 เพราะเสียบ่อยซ่อมยากระบบไฟฟ้ารวนบ่อยมีเซ็นเซอร์เยอะกว่ารถญี่ปุ่นสามเท่าผมเปลี่ยนเซ็นเซอร์ให้ลูกค้าผมคนหนึงค่าเซ็นเซอร์ตัวเดียว$2700แต่ถ้าบ้านไม่เดือดร้อนก็ซื้อเถอะครับเผื่อจะได้มีประสบการณ์ใหม่ๆเช่นความร้อนขึ้นรถเสียกลางถนนเข็นรถลากรถอะไรประมาณนั้นอ่ออย่าลืมเช็คระบบไฟส่องทางไฟเลี้ยวไฟเบรคตำรวจประเทศนี้เขี้ยวมันจ้องจะจัััััััับผิดคนเอเซียไฟรถคุณขาดหนึ่งดวงมันอาจถคุณแล้วขอตรวจยาแอลกอฮอล์เช็คใบขับขี่แล้วค่อยบอกคุณว่ารถคุณไฟขาดข้างนึงแล้วก็ปล่อยคุณไปนอยมากๆที่สำคัญที่สุดคืออย่าลืมเช็คกระจกรถหากมีรอยแตกร้าวตาปลาสะเก็็ดหินกระแทกอย่าซื้อเพราะคุณจะต้องเปลี่ยนใหม่ราคาประมา$300-500 แต่ถ้าเล็กโทรเรียกnationwide เขาซ่อมให้ไม่เกินร้อยแต่ถ้าฟิมล์ดำมากก็ไม่ผ่านrwcเช่นกันหาอันที่ไม่ทึบมองทุลุเห็นข้างในรถเป็นดีเช็คยาออะไหล่รอยชนหน้าหลังหัวน็อตจะมีรอยสีถลอกแต่รถที่ออสถ้าชนหนักเขาจะไมซ่อมทิ้งเนซากรอทุบเพราะจดทะเบียนไม่ได้ถ้าซ่อมก็ต้องดีที่สุดอะไหล่ใหม่เคเท่่่่่่านี้ก่อนละกันครับง่วงแล้วหากมีข้อสงใสประการใดก็โทรมาได้ครับที่เบอร์ 0403746227 ถ้าเม็มเบอร์ไว้ก็จะขึ้นที่ลายของคุณทันทีครับขอให้โชคดีกับการซื้อรถมือสองนะครับ สาธุ!!
Read more…

เราเคยคลุกคลีกับดนตรีมากตอนอยู่ที่ไทย พอมาอยู่เมลเบิร์น มาเรียนแล้วไม่ค่อยมีโอกาสได้เล่นดนตรีเลย คิดถึงมากๆค่ะ

อยากได้ acoustic band เริ่มต้นเล็กก่อนค่ะ 2-3 คน เราร้องได้ทุกแนว แต่ที่ชอบสุดคือ Jazz, Funk, Acoustic, Folk, Soft rock ส่วน Pop ก็ได้ค่ะ ถ้าคุณชอบเพลงแนวประมาณเดียวกันแล้วอยากเล่นดนตรีเหมือนกันก็มารวมกันนะคะ! เอาสนุกๆ และใจรัก เครื่องดนตรีอะไรก็ได้ค่ะ อาจจะเป็น กีต้า เครื่องเป่า หรือ percussion ถ้าเป็นไปได้อยากเล่น Gig ที่นี่ หรือทำวิดิโออัดเล่นก็ได้ค่ะ ดูจังหวะไปเรื่อยๆ


ถ้าสนใจขอให้ Text มาได้เลยค่ะ 043 563 9044 ชื่อนิตาค่ะ :o)

สามารถฟัง ตัวอย่างเพลง (ไม่ได้ทำคุณภาพดี) ที่เราเคยอัดไว้เชยชมในหมู่เพื่อนฝูงได้ที่นี่ค่ะ
https://www.youtube.com/user/TheMellifluousSound/videos
https://soundcloud.com/wir-nita/

ขอบคุณมากค่ะที่สนใจ และขอโทษนะคะถ้าพูดจาไม่รู้เรื่อง - -' แต่ร้องเพลงรู้เรื่องนะคะ :D

Read more…

ปรึกษาและสอบถามโปรโมชั่นพิเศษ  
สำหรับคนไทย