Thai WaH Club's Posts (4)

Sort by

แนวทางแก้ปัญหาเมื่อรู้ว่าโรงเรียนกำลังจะโดนปิด

หลังแชร์ข่าวไปเรื่องโรงเรียน RGIT จะโดนปิด (Royal Gurkhas Institute of Techology deregistered by ASQA) ก็มีน้องๆติดต่อเข้ามาหลายคนว่าจะต้องทำยังไงกันต่อไปดี เนื่องจากถามกันมาหลายคนและหลายทางเลยขอมาเขียนให้อ่านกันดีกว่าครับ

ข่าวออกมาวันเสาร์ที่ 27 May 17 แจ้งว่าจะมีการ appeal นั่นหมายถึงว่าถ้า appeal ผ่านก็เรียนต่อไปได้ เคยมีกรณีคล้ายๆแบบนี้เกิดขึ้นปีที่แล้วกับอีกโรงเรียนหนึ่งที่มีนักเรียนไทยเยอะพอควรเหมือนกัน ตอนนั้นก็จะตกใจกันแบบนี้ครับ แต่รอบนั้นเค้าก็ reverse การตัดสินใจของทาง ASQA (หน่วยงานที่ควบคุมตรงนี้) ได้ด้วยการ appeal นี่แหละ

โรงเรียนที่เล่าถึงนี่เค้า appeal ไปตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และผลก็ออกมาช่วงเดือน ก.พ. (ใช้เวลา 3-4 เดือนอยู่) ระหว่างนั้นก็ดำเนินการสอนไปปกติ และมีการแจ้งนักเรียนว่ายังไม่ต้องกังวลอะไร เค้า positive ว่าจะโอเค ในกรณีของ RGIT จะต้องรอฟังจากโรงเรียนก่อนว่าจะเป็นยังไงบ้าง

If worse comes to worst ไม่ว่าจะเรียนที่ไหน และโรงเรียนที่เรียนมีอันต้องปิดไปจริงๆ ตามกฎหมายแล้วด้วยสถานะนักเรียนต่างชาติ (International students) เราจะถูกคุ้มครองโดย Tuition Protection Service (TPS)

ในเวปไซต์ของ TPS เลย เค้าจะบอกว่าเค้ามีหน้าที่อะไร ดังนี้

  • TPS นี่เป็น initiative ของรัฐบาลออสเตรเลียที่มีไว้ช่วย international students ที่สถาบันการศึกษาที่เลือกลงมา ไม่สามารถดำเนินการสอนคอร์สได้ตามที่คุยกันไว โดย TPS เองก็จะช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนจบคอร์สอื่น หรือกับสถาบันอื่น และได้รับเงินที่จ่ายไปแล้วคืน (สำหรับส่วนที่ยังไม่ได้ใช้ไป - กรณีหลังเราก็ต้องดูเรื่องโรงเรียนกันไว้ด้วย)
  • ในเวปไซต์ของ TPS ก็ยังบอกต่อไว้ดังนี้ "In the unlikely event your education provider is unable to deliver a course you have paid for and does not meet their obligations to either offer you an alternative course that you accept or pay you a refund of your unspent prepaid tuition fees (this is called a provider's 'default obligations'), the TPS will assist you in finding an alternative course or to get a refund if a suitable alternative is not found."

ในกรณีที่สถาบันที่คุณเรียนไม่สามารถสอนคอร์สที่คุณจ่ายเงินมาหรือไม่สามารถทำตามข้อตกลงที่จะ
a) เสนอคอร์สใหม่ที่คุณโอเคด้วย หรือ
b) จ่ายเงินให้คืนในส่วนที่ยังไม่ใช้

ทาง TPS จะช่วยหาคอร์สใหม่หรือรับเงิน refund ถ้าหาทางคอร์สอื่นๆไม่ได้จริงๆ (ซึ่งพอเรื่องย้ายกันจริงๆเราก็ต้องมาดูเรื่อง availability กันอีกเพราะเวลาโรงเรียนที่นักเรียนเยอะๆล้มที นักเรียนหลักเป็นพันคนก็ต้องหาคอร์สใหม่ๆพร้อมๆกัน โรงเรียนอื่นก็อาจจะยังรับไมไ่ด้หมด)

ณ ปัจจุบัน RGIT นี่ก็ต้องรออัพเดทกันไปก่อน ส่วนของ Careers Australia นี่ในเวปไซต์ของ ASQA เค้าประกาศไว้ชัดเจนดังลิงค์นี้
https://www.asqa.gov.au/news-publications/news/statement-regarding-careers-australia-group

(โดยหลักจะเป็นเรื่อง liquidation) และก็มีใส่ชื่อโรงเรียนในเครือขอ Careers Australia ไว้ด้วย
- Careers Australia Education Institute (RTO number 22479);
- Australian College of Applied Education (RTO number 1973);
- Careers Australia Institute of Training (RTO number 31470).

และสำหรับคนที่ต้องการติดต่อ TPS แม้จะในข่าว ในเวปไซต์ ASQA เองว่าต้องติดต่อที่นี่ครับ
Tuition Protection Service on 1300 980 434 or via email administrator@a.tps.gov.au
(จะติดต่อยากหน่อย เพราะมีโรงเรียนที่นักเรียนเยอะๆ นักเรียนก็โทรหากันเยอะเหมือนกันครับ)

ล่าสุด (30 May 17) ได้คุยกับทางโรงเรียนนึงที่เป็นข่าวเค้าก็บอกว่ายังสอนกันตามปกติครับ ซึ่งก็คือรอผล appeal ด้วยนี่แหละ และมีได้คุยกับโรงเรียนอื่นๆหลายๆที่เหมือนกัน เค้าก็ไม่ได้บอกได้ว่าโรงเรียนไหนจะได้ผลยังไง แต่ก็มีเตรียมการไว้บ้างถ้าโรงเรียนจะมีการถูกปิดก็ต้องพร้อมรับนักเรียนจากที่อื่นได้

สำหรับ RGIT ในข่าวนี้ (RGIT will help students meet visa requirements even if it loses its appeal against deregistration: Chief Operating Officer) จะบอกว่า

"The deregistration will not take effect until 27 June 2017"

คือตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการ appeal ซึ่งในข่าวโรงเรียนแจ้งว่าเค้ามั่นใจว่าจะชนะได้ แต่ก็มีบอกไว้เหมือนกันว่าถ้าเกิดแพ้ขึ้นมาก็จะช่วยนักเรียนให้มากที่สุด (คิดว่าพูดถึงเรื่องวีซ่าเป็นหลัก) ดังนั้นใครเรียนที่นี่ก็ขอให้ฟังข่าวกันต่อครับ

ส่วนอีกโรงเรียนคือ Careers Australia นี่เรียบร้อยไปแล้ว ตอนนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเมลล์นักเรียนแล้ว ใจความหลักๆว่า
"We advise that the Group (หมายถึง Careers Australia) is no longer in a financial position to continue trading. Accordingly, operations have ceased with immediate effect"

คือว่าไม่อยู่ในฐานะทางการเงินที่รันธุรกิจต่อได้แล้ว ดังนั้นการดำเนินงานก็จะต้องหยุด มีผลตอนนี้เลย

สำหรับใครที่เรียนสองที่นี้ก็ตามข่าวและวิธีแก้ไขกันนะครับ

ส่วนใครที่แพลนว่าจะย้ายยังไง แนะนำให้ดูดีๆเรื่องการย้ายคอร์ส แนะนำว่าอย่างน้อยถ้าจะย้ายจริงๆให้จบ qualification ที่ตัวเองเรียนอยู่ก่อนจะดีที่สุดครับ (เช่น กำลังเรียน Cert III อยู่ก็เรียนให้จบก่อน) ถ้าไม่ได้อยากย้ายก็สามารถเรียนที่เดิมต่อได้ ณ ตอนนี้
แต่ให้ติดตามข่าวดีๆ และพยายามเข้าเรียน ส่งรายงานและการบ้านให้ครบถ้วนด้วยนะครับ

หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องการสมัครเรียน หรือย้ายโรงเรียนก็สามารถติดต่อที่


Beyond Study Center (Melbourne Office)
โทร. 038 648 6594 จันทร์ - ศุกร์ เวลา 9.00 - 18.00 น.

รับปรึกษาเรื่องเรียนต่อและยื่นวีซ่าฟรี ไม่มีค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายครับ

Read more…

จะเกิดอะไรขึ้นได้บ้างกับนักเรียนไทยที่จะยื่นวีซ่ามาออสเตรเลียหลังวันที่ 31 มีนาคม 2017

สำหรับคนที่กำลังจะมาออสเตรเลียด้วยวีซ่านักเรียนหรือกำลังต่อวีซ่านักเรียนในออสเตรเลีย(ยังไม่ได้ยื่นวีซ่า) นี่เป็นบทความที่อยากให้อ่านและแชร์ให้เพื่อนๆอ่านกันครับ


ณ ปัจจุบัน Department of Immigration and Border Protection (DIBP) หรือที่เราเรียกกันว่าอิม ใช้กติกาที่เรียกว่า Simplified student visa framework หรือ SSVF ในการพิจารณาความเสี่ยงของการขอวีซ่าของนักเรียน โดยวัดจาก

1. ประเทศของนักเรียน 
ความเสี่ยงจะมีอยู่สามแบบดังรูปคือ 1,2 และ 3 

  • 1 คือเสี่ยงน้อย
  • 2 คือเสี่ยงกลาง
  • 3 คือเสี่ยงมาก

ก่อนจะถึง 31 March ประเทศไทยอยู่ ในระดับความเสี่ยง 2 เพื่อให้นึกภาพออกประเทศแบบญี่ปุ่นก็จะอยู่ระดับความเสี่ยง 1 ครับ แต่ตอนนี้หลัง 31 March ผลออกมาว่าประเทศไทยกลายเป็นประเทศความเสี่ยงสูงไปเเล้วครับ 

2. สถาบันที่เลือกเรียน เช่นกัน ความเสี่ยงก็จะมีสามแบบ ไล่จากน้อยไปมาก (1 ไป 3) ย้ำกันอีกทีว่าตรงนี้เรียกว่า Immigration risk rating ดังนั้นไม่เกี่ยวกับเรื่องคุณภาพครับ เป็นการนำเรื่อง Risk management มาใช้ตรงๆ

ทางอิมใช้ตารางดังรูปนี้รวมความเสี่ยงทั้งสองแบบเข้าด้วยกัน

3848610084?profile=original

โดยรวมๆความเสี่ยงก็จะมีสองรูปแบบดังนี้

a. Streamlined คือเสี่ยงน้อย : ข้อดีคือเค้าจะบอกว่าไม่ต้องใช้ทั้งหลักฐานการเงินและหลักฐานภาษาอังกฤษ (แต่อิมสามารถขอเรียกเพิ่มได้เสมอ ดังนั้นแนะนำไว้ว่าอย่างน้อยมี bank guarantee ไว้)

ส่วนการแปลความหมายของตารางจะเป็นดังนี้ครับ (ดูตารางประกอบ)

  • ประเทศความเสี่ยงระดับ 1 ที่เลือกเรียนสถาบันระดับความเสี่ยงไหนก็ได้ (นัยว่าชั้นเชื่อใจประเทศเธอ จะเรียนอะไรก็เสี่ยงน้อย)
  • ประเทศความเสี่ยงระดับ 2 ถ้าเลือกเรียนแล้วอยากจะให้เสี่ยงน้อยแบบนี้ จะต้องเลือกรร.ที่ความเสี่ยงระดับ 1 หรือ 2 เท่านั้น
  • ประเทศความเสี่ยงระดับ 3 ถ้าจะให้ความเสี่ยงเป็นระดับ streamlined จะต้องเลือกสถาบันความเสี่ยงระดับ 1 


b. Regular คือเสี่ยงแบบไม่น้อย (คือมีเสี่ยงแค่สองระดับ อันนี้เป็นเสี่ยงมากกว่า) ในระดับนี้จะต้องมีหลักฐานทั้งภาษาอังกฤษ (ถ้าไม่ได้เลือกเรียนภาษา) และหลักฐานการเงินย้อนหลัง 6 เดือน คือเรียกว่ายุ่งยากกว่าประมาณนึง เช่นนักเรียนไทยที่ออส อยากเรียนต่อ รร.ที่ความเสี่ยงระดับ 3 นอกจากต้องมีหลักฐานการเงินย้อนหลัง ก็ต้องมีผลภาษาอย่าง IELTS อีก

ถ้ามีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับคอร์สเรียน สามารถสอบถามได้ที่นี่ครับ

https://www.facebook.com/BeyondStudyCenter/

Read more…

colldownvisa-1.png

สำหรับน้องๆที่มาเรียนคอร์สภาษาอังกฤษอย่างเดียว ไม่ว่าจะ 3 เดือน 6 เดือน หรือ ปีนึงก็ตาม ถ้าจบคอร์สแล้วอยากต่อวีซ่า สิ่งที่ต้องคำนึงถึงจะมีดังต่อไปนี้ครับ
 
1. เป้าหมายหลักของเรา : หลังจบคอร์สภาษาอังกฤษแล้ว โดยทั่วไปเป้าหมายของนักเรียนก็จะมีหลักๆ 2 อย่างได้แก่ (อันนี้เราพูดกันถึงเรื่องระดับของคอร์สเรียนเป็นหลัก)
 
a) เรียนในระดับ Higher Education / Research : คือเรียนต่อในระดับตั้งแต่ปริญญาตรีขึ้นไป ในที่นี้หมายถึง ตรี โท เอก ณ ปัจจุบัน ผู้ที่เรียนในระดับนี้สองปีขึ้นไป มีสิทธิ์ขอ Post Study Work Visa หรือวีซ่าทำงานหลังเรียนจบได้อีก 2-4 ปี โดยจะต้องเรียนในระดับนี้สองปีขึ้นไปด้วยครับ ซึ่งก็จะเป็นประโยชน์ในการหาในด้านที่เรียนมาหลังเรียนจบด้วยครับ เพราะตอนนั้นก็จะมีทั้งภาษา วุฒิ เวลาและสิทธิ์ในการทำงานฟูลไทม์ การเรียนโทหลายๆที่สมัยนี้ก็มี internship เข้ามาเป็นส่วนประกอบเพราะอยากให้นักเรียนได้งานกันจริงๆหลังจบครับ
b) เรียนในระดับ Vocational Education and Training (VET) หรือที่เรียกกันว่าเรียนดิปมีทั้งแบบจริงจัง และเรียนแบบเรียนไม่หนักพวกเรียนจริงจังก็เรียนใน TAFE และเอกชนที่สอนเฉพาะทางส่วนถ้าเรียนไม่หนัก ปกติก็จะมีเอกชนหลายๆที่ที่เปิดสอนอยู่ครับ 
ถ้าเรียนในสาขาที่ทางรัฐบาลต้องการ มีสิทธิ์ขอวีซ่าหลังเรียนจบได้อีก 1.5 ปี ส่วนการเรียนดิปโพลมานี่ก็จะเป็นระดับวิชาชีพ จะเป็นสกิลเฉพาะทาง เช่น ทำอาหาร ทำขนม ช่างต่างๆครับ สำหรับนักเรียนเอง ถ้าบอกเป้าหมายได้ชัดเท่าไหร่ ก็จะยิ่งง่ายขึ้นสำหรับเอเจนท์และตัวเราในการเลือกคอร์สที่เหมาะสมครับ ดังนั้นบอกได้ตรงๆเลยว่าอยากเรียน อยากได้โท อยากเรียนทำอาหาร อยากเรียนแบบไม่หนักสบายๆ 
2. ระดับภาษาล่าสุดเป็นอย่างไร : ในแต่ละรร.ที่สอนภาษาจะมีชื่อเรียกระดับภาษาต่างกันไป แต่โดยทั่วไปจะคล้ายๆกัน เช่น
Intermediate เทียบเท่า IELTS ที่ประมาณ 5.0
Upper Intermediate เทียบเท่า IELTS ที่ประมาณ 5.5
Advanced เทียบเท่า IELTS ประมาณ 6.0
ดยตรงนี้ก็จะใช้ในการคำนวนต่อว่าเราต้องเรียนภาษาเพิ่มมั้ย ก่อนจะต่อคอร์สในระดับถัดไปได้ บางคนภาษาผ่านอยู่แล้ว ก็เข้าไปได้เลย แต่ถ้ายังไม่ผ่านก็จะมีการแนะนำว่าต้องทำอย่างไรต่อไป โดยหลักการแล้ว ภาษาจะผ่านเพื่อเข้าไปเรียนในระดับถัดไปได้ทำได้ 3 วิธีคือ
1) สอบ IELTS ให้ผ่าน : ตรงนี้จำไว้ได้ว่า IELTS เป็นเทสที่ได้รับการยอมรับมากเสมอ ไม่ว่าผลการเรียนจะเป็น  intermediate จากที่เก่า (เทียบเท่า IELTS 5.0)  แต่เราสอบมาได้ 6.5 สถาบันก็จะยึดตัว IELTS 6.5 เป็นหลักครับ
2) ทำเทสของสถาบันนั้นๆ : หลายๆสถาบันมีให้นักเรียนนัดเข้าไปทำเทสได้ เพื่อวัดผลภาษา ซึ่งก็จะทำให้เรารู้ว่าผ่านเข้าไปเรียนเลยมั้ย หรือต้องเรียนเพิ่มนานเท่าไหร่ก่อนเข้าคอร์สหลักได้
3) เรียนภาษาได้เลเวลที่กำหนด ตามที่สถาบันที่เราจะเรียนต่อยอมรับ เช่น มีผลภาษาจาก รร. A ที่ Upper intermediate และรร. B มีคอร์สทำอาหาร และรับผลจากรร. A ที่ Upper intermediate ก็สามารถเข้าได้เลยเช่นกัน ส่วนในระดับ Diploma ปกติใช้ระดับภาษาแรกเข้าที่ IELTS 5.5-6.0 และจะเป็น 6.0-7.0 สำหรับคอร์สในระดับป.ตรีขึ้นไปครับ
  

3. งบประมาณ
 : ในคอร์สหลักที่กล่าวไปในข้อ 1. จะมีงบประมาณและ intake ต่อปีดังนี้ครับ
- คอร์สป.ตรีขึ้นไป : โดยปกติในออสเตรเลียจะแบ่งออกเป็น 2 semesters (Feb , July) มีบ้างทีเปิด November ค่าเรียนมีตั้งแต่ 22000-40000 AUD ต่อปี แล้วแต่ยูที่เลือก โดยก้อนแรกก็จะจ่ายค่าเรียนภาษา บวกมัดจำที่ 1 semester (หรือตามที่กำหนด แต่ปกติจะไม่เกิน 1 semester) เช่น ค่าเรียนโท ปีละ 26000 AUD ก็จ่ายก่อน 13000 AUD หรือน้อยกว่า ตามที่ยูกำหนดไว้
- คอร์สดิปโพลมา : ถ้าดิปโพลมาแบบใน TAFE หรือเอกชนแบบเฉพาะทางที่เน้นคุณภาพ จะอยู่ที่ตั้งแต่ปีละ 12000-18000 AUD
การเรียนมักจะเเบ่งเป็น 2 semesters (Feb, July) ถ้าเป็นแบบชิวๆ และไม่แพง ค่าเรียนจะอยู่ที่ประมาณ 5500-7500 AUD การเรียนมักแบ่งเป็น 4 เทอม เทอมนึงเรียน 9 weeks หยุด 3 weeks 
 
4. หลักฐานการเงิน : ด้วยกติกาที่ใช้หลัง 1 July 2016 ที่เรียกว่า SSVF สถาบันในออสเตรเลียจะถูกแบ่งออกเป็น 3 level ( 1,2 และ 3)
โดย 1 และ 2 ตามหน้าเวปอิมมิเกรชั่นจะบอกไว้ว่าไม่ต้องยื่นหลักฐานการเงินและหลักฐานภาษาอังกฤษ (แต่เรียกได้เสมอ) ส่วนเลเวล 3 นั้นต้องมีทั้งผลภาษาอังกฤษ และหลักฐานการเงินที่ชัดเจนย้อนหลัง 6 เดือน
โดยทั่วไปเราก็จะแนะนำว่าแม้จะยื่นแบบเลเวล 1-2 ก็ยื่นแบบ Certificate of balance หรือ Bank guarantee ที่โชว์ยอดเงิน ณ วันนั้นๆไปด้วยก็ดีครับ (ไม่ต้องย้อนหลัง) ส่วนถ้าเลเวล 3 ต้องมีแบบย้อนหลังด้วย ส่วนจำนวนเงินและต่อคอร์สที่ลงเรียนครับทั่วไปเราพูดกันว่าราวๆ 8 แสนบาทขึ้นไปก่อน แต่ก็สูงได้ถึงเป็นล้านบาทเหมือนกัน (ตรงนี้เคสบายเคส พอคุยกันแล้วจะคำนวนละเอียดให้ได้ครับ)

นอกจากนี้รายละเอียดที่ควรเตรียมไว้ด้วยได้แก่
- วันจบคอร์สและวันหมดอายุวีซ่า
- CoE(s), Visa, Passport, Transcript,ใบจบ
- มีแผนว่าจะต้องกลับไทยมั้ยอย่างไร
แนะนำว่าถ้าอยู่ที่ออสเตรเลียเเล้ว ข้อดีคือเราสามารถเข้าไปดูสถาบันได้ด้วยตัวเอง สามารถนัดให้เข้าชมสถาบัน พร้อมพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ให้ได้ด้วย ซึ่งจะทำให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น เพราะมีข้อมูลที่เห็นด้วยตาตัวเองครับ :) 

Read more…

9 ข้อแนะนำในการหลีกเลี่ยงเอเจนท์ผี


ผีหลอกว่าน่ากลัวแล้วแต่โดนคนหลอกน่ากลัวกว่าซะอีก ทาง Thaiwahclub ทำข้อมูลเรื่องข้อแนะนำในการสังเกตและเลือกเอเจนท์ในการเรียนต่อต่างประเทศมาให้ทุกคนศึกษาไว้เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันจะได้ไม่โดนหลอกกันครับ 

3848609751?profile=original

3848609847?profile=original

1) รับทำหลักฐานทางการเงินและเอกสารปลอม

เหตุผลยอดฮิตเหตุผลหนึ่งที่มีคนยังไปโดนไปหลอกได้บ่อยๆในยุคที่เรามีช่องทางตรวจสอบข้อมูลกันเยอะขนาดนี้ ก็เพราะคนส่วนนึงหลักฐานไม่พร้อม แต่ความอยากไปมีมากกว่า ทำให้มีความต้องการยืมหลังจากด้านมืดจากคนเหล่านี้ ด้วยการให้ทำหลักฐานการเงินให้บ้าง ทำปลอมหลักฐานอื่นๆ เช่นการทำงาน การเรียนให้บ้าง

การปลอมแปลงเอกสารนี่ผิดทั้งจรรยาบรรณและกฏหมายเลยนะครับ ส่วนสำหรับวีซ่านักเรียนออสเตรเลียนี่ ถ้าปลอมแปลงเอกสาร หรือให้ข้อมูลเท็จที่สถานทูตเรียกว่า Fraud หรือ Misleading information นอกจากจะถูกปฎิเสธวีซ่าแล้ว ทางสถานทูตก็มีสิทธิ์ให้ผู้สมัครติดโทษแบน หรือที่เรียกว่า exclusion period จากทางสถานทูตไปอีก 3-10 ปี (แบนจากการยื่นวีซ่าครับ) วีซ่านักเรียนออสเตรเลียเองจริงๆถ้าพูดถึงเรื่องการเงินก็จะมีทั้งที่ต้องแสดง statement ย้อนหลัง 6 เดือน หรือ โชว์ยอดเงิน ณ วันนั้นๆ หรือยังไม่ยื่นไปก็ได้ แล้วแต่รร.และคอร์สที่เลือกไป ทั้งนี้สถานทูตเองก็มีสิทธิ์เรียกเอกสารเพิ่มเติมได้เสมอ ดังนั้นถ้าจะพูดว่าไม่ใช้หลักฐานการเงินแน่นอน 100% ก็ไม่ใช่เช่นกันครับ  แนะนำให้ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญดีกว่ามีทางเลือกอย่างไรบ้าง และถ้ายังไม่พร้อมจริงๆก็แนะนำให้อย่าเพิ่งรีบยื่นจะดีกว่า

3848609795?profile=original

2) ให้จ่ายเงินโดยไม่แจกแจงรายละเอียด ไม่ออกใบเสร็จรับเงิน ไม่มีหลักฐานจากทางสถาบันที่ลงเรียน


วีซ่านักเรียนออสเตรเลียนี่มีได้ทั้งคอร์สที่เป็น stand-alone และ package course โดย stand-alone คอร์สเดี่ยวๆเช่นคอร์สเรียนภาษา กรณีแบบนี้ค่าใช้จ่ายทั่วไปจะมี ค่าเรียนภาษา ค่าลงทะเบียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าวีซ่า และค่าประกันสุขภาพตามระยะเวลาวีซ่า คอร์ส package อาจจะเป็นคอร์สภาษา บวกคอร์สอื่นๆเช่นดิปโพลมาเป็นต้น กรณีนี้อาจจะค่าใช้จ่ายอาจจะมีดังนี้ ค่าลงทะเบียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเรียนภาษา ค่าเรียนดิปโพลมา 1 เทอม ค่าวีซ่า ค่าประกันสุขภาพตามระยะเวลาวีซ่า ตรงนี้นักเรียนเองควรจะขอทราบรายละเอียดด้วย ซึ่งคิดว่าเอเจนท์ที่เค้าเป็นเอเจนท์ที่ดีๆกันเค้าแจกแจงให้เราอยู่แล้ว รวมถึงแจ้งด้วยว่าหลังจากนี้ไปมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ต้องจ่ายเมื่อไหร่ ชำระอย่างไร 

ส่วนประเภทที่บอกว่าแพกเกจทำงานต่างประเทศ สามแสนบาท ไปได้เลย แล้วถามไปตอบไม่ได้ว่าค่าอะไรเท่าไหร่แบบนี้ไม่น่าจะโอเคครับ ขั้นตอนจริงๆที่ควรทราบด้วยคือ

  • สมัครเรียน
  • ได้รับใบตอบรับจากทางสถาบัน (Offer Letter)
  • ชำระเงินค่าเรียน --> ควรได้รับใบเสร็จจากเอเจนท์ว่ามีค่าอะไรบ้างที่จ่ายไปตอนนี้ ซึ่งต้องอ้างอิงจากใน offer letter ได้
  • ได้รับ Confirmation of Enrollment จากทางสถาบัน --> ใบนี้เป็นใบที่บอกว่าเราชำระเงินและ กำลังจะไปเรียนที่ไหน อย่างไร จำเป็นต้องใช้ในการยื่นวีซ่าครับ
  • เตรียมเอกสาร และยื่นวีซ่า

3848609919?profile=original

3) การันตีผลวีซ่าผ่าน 100%*


ผลวีซ่านักเรียนออสเตรเลียนี่จะออกโดยหน่อยงานที่เรียกว่า Department of Immigration and Border Protection ซึ่งตามปกติแล้วแม้โอกาสจะดี ประวัติจะดีขนาดไหน ก็ไม่มีใครการันตีได้ว่าผ่าน 100% เพราะก็มีปัจจัยหลายๆอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เช่น ถูกโทรมาสัมภาษณ์แล้วตอบไม่ได้เกี่ยวกับคอร์สเรียนที่ลงเรียนเลย เป็นต้น ทั้งนี้่ทั้งนั้นถ้าประวัติและหลักฐานดีโอกาสผ่านก็สูงกว่าเป็นปกติครับ

3848609865?profile=original

4) การันตีงานและรายได้งาม (มาก)

อีกข้อหนึ่งที่หลายๆคนถูกดึงให้ยังคุยอยู่กับคนที่เค้าดูไม่น่าเชือถือก็คือเค้าการันตีได้ว่าได้งานแน่นอน มีงานและเงินเดือนแบบดีมากๆด้วย และที่สำคัญคือไม่คำนึงถึงความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษ และอื่นๆของผู้สมัครเลย นัยว่าถ้ากล้าคุณก็ชนะแล้ว ได้งานเลยง่ายๆ ถ้าคุณเป็นคนขยัน

จริงอยู่การที่เป็นคนขยันและรับผิดชอบเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้หลายคนได้งานในออสเตรเลีย แต่การการันตีงานโดยที่นายจ้างไม่เคยเจอเรา นายจ้างไม่ได้สัมภาษณ์เรา โดยเฉพาะกรณีที่รายได้ดีมากๆ นี่เป็นไปได้ยากมากๆครับ กรณีที่เคยคุยด้วยกับคนที่เกือบถูกหลอกมา (คุยแบบกึ่งสัมภาษณ์)มีบอกว่าได้เดือนละ 1.5 แสนบาทแน่นอน ซึ่งก็จะบอกว่าแค่ว่าทำงานอะไร ไม่บอกว่าที่ไหน ไม่บอกว่าทำกี่โมงถึงกี่โมง เงินเดือนๆละ 1.5 แสนนี่ถ้าไม่มีอะไรเด่นกว่าคนอื่น และมาด้วยวีซ่านักเรียนต้องเรียนด้วย ภาษายังไม่ดี นี่เป็นไปได้ยากมากๆครับ (คือถ้าเป็นไปได้ก็จะเป็นกับคนที่มีสกิล มีภาษาไปแลกกับงาน แต่ไม่ใช่กรณีที่อยู่ๆมาก็ได้ 1.5 แสนเลย)

ผมคำนวนค่าใช้จ่ายไว้ให้สำหรับคนที่จะมาเรียนด้วยทำงานด้วย ลองเข้าไปดูได้ที่นี่ครับ
https://goo.gl/FDL4wB

3848609940?profile=original

5) คิดราคาแพงกว่าหลักสูตรของสถาบัน

ปกติแล้วเอเจนท์เองจะไม่ได้คิดค่าบริการในการสมัครเรียนหรือทำวีซ่ากับทางนักเรียนหากดำเนินการสมัครเรียนผ่านเอเจนท์นั้น เพราะทางสถาบันจะเป็นคนจ่ายเงินให้เอเจนท์เอง นั่นก็คือแปลว่านักเรียนจะสมัครเองหรือหรือสมัครผ่านเอเจนท์ตามหลักการแล้วก็ควรชำระค่าเรียนเท่ากัน (หรือถูกกว่า) และการสมัครด้วยตัวเองจะปกติจะไม่ถูกกว่ากว่าสมัครผ่านตัวเเทนของสถาบันแน่นอน ดังนั้นถ้ามีบวกค่าดำเนินการสมัครวีซ่า หรือค่าสมัครเรียนขึ้นมาเกินกว่าค่าเรียน และค่าอื่นๆที่แจ้งมาในใบตอบรับ (Offer Letter) ก็ต้องสามารถให้เค้าระบุได้ว่ามีค่าอะไรบ้างครับ

3848609960?profile=original

6) หักเงินค่าดำเนินการหนักๆ ไม่มีนโยบายที่ชัดเจน ไม่มีการแจ้งล่วงหน้า


อย่างที่แจ้งไปเรื่องว่าเอเจนท์จะทำเรื่องให้นักเรียนโดยไม่ได้คิดค่าบริการสมัครเรียนและทำวีซ่าเพิ่ม หากสมัครผ่านเอเจนท์นั้นๆ แต่เอเจนท์จะได้รับค่าตอบแทนจากสถาบันโดยตรง นั่นก็คือถ้าวีซ่าผ่านก็จะได้ค่าตอบแทนนั้นๆกันไป แต่ถ้าวีซ่าไม่ผ่านก็จะไม่ได้อะไร ตรงนี้ทางเอเจนท์ควรจะมีแจ้งกับทางนักเรียนตั้งแต่แรกแล้วว่าถ้าวีซ่าไม่ผ่านจะได้อะไรคืนบ้าง จะถูกคิดเพิ่มเติมอะไรบ้าง ตรงนี้สำคัญนะครับ ถ้าไม่บอกก็คือต้องถามแต่แรกก่อนจ่ายเงิน ไม่ใช่พอวีซ่าไม่ผ่านแล้วค่อยมาคุยกัน

ในกรณีวีซ่าไม่ผ่านนี่ สถาบันจะคืนค่าเรียนให้ 100% (แล้วแต่กรณี แต่มักจะไม่ค่อยมีหักอะไร แต่ถ้าอยากจะมั่นใจว่ารร.ของตัวเองหักมั้ย ให้ลองดูใน Refund Policy ซึ่งจะอยู่ใน Offer Letter ครับ) และจะมีหักค่าธรรมเนียมต่างๆไปบ้าง ตรงนี้จริงๆทั้งนักเรียนและเอเจนท์จะต้องเข้าใจกันก่อนแล้วว่าจะมีค่าอะไรที่ได้คืน อะไรที่ไม่ได้คืน โดยทั่วไปจะเป็นแบบนี้ครับ

  • ค่าเรียน - คืน 100% ในกรณีวีซ่าไม่ผ่าน (หรือตาม policy แต่หักไม่เยอะ)
  • ค่าลงทะเบียน - แล้วแต่นโยบายของโรงเรียน
  • ค่าประกันสุขภาพ - คืน 100%
  • ค่าอุปกรณ์การเรียน - คืน 100%
  • ค่าวีซ่า - ใช้ไปแล้ว ไม่คืน
  • ค่าบริการของทางเอเจนท์ แล้วแต่ตกลงกัน ทั่วไปก็หลักพันถึงหมื่นต้นๆในกรณีวีซ่าไม่ผ่าน

ส่วนกรณีที่มีบางที่เค้าหักคอกันเลย 30% จากค่าใช้จ่ายทั้งหมดถ้าวีซ่าไม่ผ่านก็มี ตรงนี้เลยเน้นย้ำกันอีกทีว่าอยากให้ make sure ว่าจะมีค่าอะไรบ้างในกรณีไหน ไม่ใช่ไม่เคยรับรู้มาก่อนเลย และอยู่ๆมาหัก 30% ซึ่งโดยหลักการแล้วถามว่ารร. ว่าเอเจนท์ที่หักแบบนี้ได้มั้ยก็ได้ คือเค้าก็อยากให้คืนให้หมดตามนโยบาย แต่ถ้านักเรียนไปยินยอมรับคอนดิชันแบบนี้เองก็อาจจะทำให้เค้าทำอะไรได้ยากไปบ้าง ทั้งนี้ด้วยกติกาแล้วที่โรงเรียนคืนให้ และอยากให้เอเจนท์คืนให้ก็เพราะว่าถ้าวีซ่าผ่านถึงจะได้ค่าตอบแทน เอเจนท์ก็ต้องตั้งใจทำงานเต็มที่ ไม่ใช่ผ่านไม่ผ่านช่างมัน หักเงินเยอะอยู่แล้ว แบบนั้น

3848610004?profile=original

7) ไม่จดทะเบียนบริษัท หรือทะเบียนการค้า

ข้อนี้สั้นๆ คือแนะนำให้ติดต่อกับบริษัท หรือนิติบุคคลดีกว่า คือมีการจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย มีหลักแหล่งชัดเจน พูดง่ายๆคือดูเรื่องความน่าเชือถือเป็นหลัก ดูหลายๆอย่างครับ มี website มั้ย ใช้ free email มั้ย เป็นบุคคล หรือ เป็นนิติบุคคล มีประสบการณ์ในประเทศนั้น และอื่นๆไม่ได้บอกว่าเป็นบ.แล้วจะปลอดภัย 100% แต่อย่างน้อยก็ยังตามตัวกันได้ครับ

3848609887?profile=original

8) ไม่มีประสบการณ์ ความรู้ เกี่ยวกับประเทศนั้น


การไปอยู่ต่างประเทศเป็นระยะเวลายาวๆเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งในชีวิตเลยนะครับ ใครที่ไม่เคยไปมาก่อนครั้งแรกๆ ถ้าไม่หาข้อมูลมาเยอะมากๆจริงๆก็อยากให้ได้คุยกับคนที่ได้มีประสบการณ์จริงๆ เข้าใจว่าการใช้ชีวิตต่างแดนเป็นยังไง รู้จักสถาบัน รู้จักเมืองนั้นๆ ก็จะช่วยให้คำแนะนำได้หลากหลายครับ เคยเจอเคสที่โดนหลอกมา แล้วบอกว่าตัวเองก็ไม่เคยไปเหมือนกัน แต่อ้างว่าส่งคนไปได้ มีโควต้าให้ไปทำงาน มีรูปถ่ายคนที่ไปแล้วยืนยัน จ่ายเงินมาได้ไปเลย แต่ถามอะไรไปตอบไม่ได้เลย แบบนี้ไม่น่าจะโอเคครับ

3848610058?profile=original

9) ขายฝัน ให้ไปทำงานขุดทองด้วยวีซ่าผิดประเภท

ในออสเตรเลียเอง วีซ่าแบบไม่ถาวรที่ทำงานได้ด้วยจะมี Student Visa ทำงานได้ 40 ชั่วโมงต่อ 2 สัปดาห์ Work and Holiday Visa ทำงานได้ 6 เดือนต่อ 1 นายจ้าง (จริงๆมีวีซ่าทำงานด้วย แต่ต้องได้งานแล้ว เป็นงานที่รัฐบาลต้องการ มีผลภาษาที่รัฐกำหนด ดังนั้นก็ค่อนข้างยาก) ส่วนวีซ่าท่องเที่ยวทำงานไม่ได้ตามกม.ครับ ดังนั้นถ้าบอกว่ามาทำงานด้วยวีซ่าท่องเที่ยวก็ให้ระวังไว้ให้ดีครับ

ปล. บทสรุปคือถ้าเลือกเอเจนท์ได้ดี นี่ชีวิตง่ายขึ้นเยอะเลยนะครับ และไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มด้วย แต่เอเจนท์หลอกลวงนี่เข้าข่าย Human trafficking ด้วย ไม่โอเคเลย (ในกรณีหลอกไปทำงาน) เลยอยากทำสรุปมาให้อ่านกันครับ ประเด็นคือนักเรียนเองต้องมีความรู้ด้วยเหมือนกัน เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ควรต้องทราบไว้ทั้งหมดครับ

Read more…